จังหวัดชัยภูมิ ไม่ใช่พื้นที่ผูกขาดแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง หากแต่เป็นดินแดนที่ กลุ่มทุนท้องถิ่น ต้องเฉือนคมคานอำนาจกันมาแทบทุกยุคสมัย
แต่นับตั้งแต่ทศวรรษ 2560 เป็นต้นมา แผนที่อำนาจของ เมืองพญาแล เกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เมื่อกลุ่มการเมืองสายเลือดใหม่ที่เติบโตมาจากแนวชายขอบอย่าง "ตระกูลแทนทรัพย์" สามารถสยายปีกเข้ายึดครองทั้งพื้นที่ระดับชาติและสนาม อบจ. ได้
ปรากฏการณ์ของ ตระกูลแทนทรัพย์ สะท้อนวิวัฒนาการของสิ่งที่เรียกว่า "บ้านใหญ่ยุคไฮบริด" ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างฐานรากการเมืองแบบอุปถัมภ์ดั้งเดิมของ พ่อค้าพืชไร่ เครือข่ายสายสัมพันธ์พรรคแกนนำรัฐบาล และ ทุนเศรษฐกิจยุคใหม่ ข้ามพรมแดน
'มิสเตอร์เกษตร' ปฐมบท 'แทนทรัพย์'
รากเหง้าของ บ้านใหญ่แทนทรัพย์ ไม่ได้เริ่มต้นจากกลุ่มเครือข่ายในเมืองหลวง หากแต่หยั่งรากลึกมาจากผืนดินแห้งแล้งและลานตากมันสำปะหลัง ในเขต อำเภอเทพสถิต ด่านหน้าเชื่อมต่อระหว่างภาคกลางกับภาคอีสาน
สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ วางรากฐานของตระกูลด้วยการลงหลักปักฐานในฐานะ พ่อค้ารับซื้อมันสำปะหลัง และ ผู้ประกอบการพืชไร่ในตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต ก่อนจะขยับเข้าสู่การเมืองท้องถิ่น ด้วยการนั่งเก้าอี้นายกเทศมนตรีตำบลเทพสถิต ต่อเนื่องยาวนานถึง 4 สมัย 17 ปี
การคลุกคลีอยู่กับปัญหาหนี้สิน ราคาผลผลิตตกต่ำ และการจัดการภัยแล้ง ทำให้เขาได้รับฉายาในหมู่นักการเมืองและชาวบ้านว่า "มิสเตอร์เกษตร" ซึ่งกลายเป็นต้นทุนทางการเมืองอันล้ำค่า ที่คู่แข่งยากจะเจาะทะลวง
เมื่อถึงการเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 สัมฤทธิ์ ตัดสินใจก้าวข้ามจากเวทีท้องถิ่นขึ้นสู่สังเวียนระดับชาติ ภายใต้สีเสื้อ พรรคพลังประชารัฐ แม้ในเวลานั้นกระแสต่อต้านกลุ่มอำนาจเดิมจะพัดโหมทั่วภาคอีสาน แต่ฐานเสียงแบบจัดตั้งที่สั่งสมมาจากกลไกท้องถิ่นส่งผลให้เขาสามารถฝ่าด่านเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ในโลกการเมืองที่อำนาจแปรผันตลอดเวลา สัมฤทธิ์ ประเมินทิศทางลมได้อย่างแม่นยำ ก่อนการเลือกตั้งปี 2566 เขาตัดสินใจย้ายขั้วเข้าซบตัก พรรคภูมิใจไทย การย้ายค่ายครั้งนี้ไม่เพียงการันตีตำแหน่ง สส. ชัยภูมิ เขต 3 ให้แก่เขาอย่างมั่นคง แต่ยังเปิดประตูให้ ตระกูลแทนทรัพย์ ได้ต่อท่อตรงเข้าสู่เครือข่ายทรัพยากรระดับชาติที่มีเอกภาพและกลไกสนับสนุนพื้นที่อย่างเต็มกำลัง
หักเหลี่ยมเฉือนคม ‘สุรีวรรณ นาคาศัย’ โค่นแชมป์เก่า สนาม อบจ.
ความแข็งแกร่งของบ้านใหญ่แทนทรัพย์ได้รับการพิสูจน์อย่างเด่นชัดในการเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ชัยภูมิ เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ซึ่งถือเป็นเดิมพันเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจทั้งจังหวัด
ในสนามนี้ สัมฤทธิ์ ส่งภรรยาคือ สุรีวรรณ นาคาศัย หรือ "ปุ้ย" ลงสู้ศึก สุรีวรรณ ไม่เพียงสวมบทบาทในฐานะภรรยาของ "มิสเตอร์เกษตร" และอดีตที่ปรึกษาของ อนุทิน ชาญวีรกูล เท่านั้น แต่ยังพกพานามสกุล "นาคาศัย" อันเป็นสายเลือดเชื่อมโยงกับ บ้านใหญ่ชัยนาท ของ อนุชา นาคาศัย เข้ามาผสานรอยต่อ
ด่านหินที่ขวางทางอยู่คือ อร่าม โล่ห์วีระ ขุนพลการเมืองลายครามวัย 74 ปี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อดีต สส. หลายสมัย และแชมป์เก่า นายก อบจ. ชัยภูมิ ที่มีแรงหนุนสำคัญจากบุตรชาย อัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ สายตรงของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในยุคพรรคพลังประชารัฐ กำลังอาทิตย์อัสดง
แต่จุดเปลี่ยนของศึกครั้งนี้ เกิดขึ้นจากรอยปริรอยภายใน กลุ่มอำนาจสายบ้านป่า เมื่อมีการส่งผู้สมัครลงแข่งขัน ตัดคะแนนกันเอง ระหว่างค่ายของ อร่าม โล่ห์วีระ กับ จารุวรรณ จังหวะ พี่สาวของ กาญจนา จังหวะ อดีต สส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ เปิดช่องให้สายสัมพันธ์สีน้ำเงินของ สุรีวรรณ กวาดชัยชนะไปอย่างท่วมท้น
ชัยชนะด้วยคะแนนทิ้งห่างกว่า 31,000 เสียง ทำให้ สุรีวรรณ สร้างประวัติศาสตร์เป็น นายก อบจ. หญิงคนแรก จังหวัดชัยภูมิ และผลักดันให้กลุ่มแทนทรัพย์ ควบคุมกลไกงบประมาณท้องถิ่นระดับพันล้านบาท ผนวกเข้ากับเก้าอี้ สส. ในสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จ
รุ่นสองในดงอำนาจ 'สส.ไอเดียร์' มรสุม 'พอร์ตพันล้าน'
ในขณะที่ฐานอำนาจในจังหวัดมั่นคง ทายาทรุ่นสองอย่าง สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ "ไอเดียร์" บุตรสาวของ สัมฤทธิ์ ก็ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนตระกูลบนเวทีระดับชาติ
เส้นทางของ สุชาดา สะท้อนภาพลักษณ์ของนักการเมืองชนชั้นนำยุคใหม่ เธอผ่านงานในวงการบันเทิง จากการดูแลของนักปั้นมือทองชื่อดัง ก่อนเริ่มชิมลางทางการเมืองในกลุ่มคนรุ่นใหม่ "New Dem" ของ พรรคประชาธิปัตย์
จากนั้นจึงขยับเข้าสู่เครือข่าย พรรคภูมิใจไทย ตามบิดา รับบทบาทฝ่ายบริหารเป็นโฆษกและเลขานุการรัฐมนตรีในหลายกระทรวงสำคัญ ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)
ก่อนจะลงสมัครและคว้าเก้าอี้ สส.ชัยภูมิ เขต 4 กลายเป็น สส. หญิงเพียงคนเดียวของจังหวัด
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ทำให้ชื่อของ สุชาดา โดดเด่นเหนือ สส.ภูธร ทั่วไป คือ บัญชีทรัพย์สินที่แจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รวมมูลค่า 1,974 ล้านบาท
ซึ่งความมั่งคั่งส่วนใหญ่ 1,844 ล้านบาท เป็นของ คู่สมรส คือ ไท่หยาง ซาง นักธุรกิจสัญชาติออสเตรเลีย ผู้มีประวัติเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโปรโตคอลบล็อกเชนระดับสากล
ปะทะเดือด 'กลางสภา' ขุดปม 'คริปโตฯ'
1 ตุลาคม 2569 ระหว่างการพิจารณากระทู้ถามสดของ รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ตั้งคำถามต่อ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ปมความคืบหน้ากรณีข้อเสนอสินบน 40 ล้านบาท
บรรยากาศในห้องประชุมทวีความร้อนแรง เมื่อ รังสิมันต์ อภิปรายขยายผล พาดพิงไปยัง สส.หญิง จ.ชัยภูมิ โดยระบุว่ามีคู่สมรสอาจเชื่อมโยงกับเครือข่าย "สแกมเมอร์ข้ามชาติ" ที่ลากไปถึงที่มาเส้นทางการเงิน "คริปโตเคอเรนซี"
คำกล่าวนั้นทำให้ สุชาดา ลุกขึ้นประท้วงด้วยอารมณ์ดุเดือดทันควัน โดยยืนยันว่าตนเป็น สส. หญิงเพียงคนเดียวของจังหวัดชัยภูมิ การกล่าวหาลอยๆ โดยไม่มีการเปิดหลักฐานเป็นการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบและสร้างความเสียหายต่อครอบครัวอย่างยิ่ง
เรื่องราวของ ตระกูลแทนทรัพย์ คือ ภาพสะท้อนพัฒนาการที่น่าสนใจยิ่งของการเมืองไทยร่วมสมัย
ในมิติของอำนาจดั้งเดิม สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการผันตัวเองจาก พ่อค้าพืชไร่ และ ผู้นำท้องถิ่นระดับเทศบาล มาเป็นแกนนำบ้านใหญ่ที่ยึดกุมพื้นที่ สส. และ ถ่ายทอดอำนาจสู่การบริหารงบประมาณท้องถิ่น ผ่านเก้าอี้นายก อบจ. ของ สุรีวรรณ นาคาศัย
นี่คือชัยชนะตาม ตำราการเมืองไทย ที่อาศัย เครือข่ายท้องถิ่น - แก้ปัญหาปากท้อง และ จังหวะก้าวการเมือง ที่แม่นยำ
แต่เมื่ออำนาจก้าวเข้าสู่รุ่นลูก การเมืองในโลกยุคดิจิทัล เมื่อความมั่งคั่งมหาศาลไม่ได้เป็นหลักประกันความมั่นคง หากแต่เป็น เป้าล่อสายตา ที่ดึงดูดการตรวจสอบ ทั้งจากกลไกสภาฯ และ ภาคประชาสังคม
มรสุมลูกนี้ "ตระกูลแทนทรัพย์" จะฝ่าไปอย่างไร ? และจะสะเทือน "บ้านใหญ่เมืองพญาแล" หรือไม่ ?





