ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาหลายวันแล้ว สำหรับแนวคิดแก้ไขการจัดสรรเงิน ‘ภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบ’ หรือ ‘ภาษีบาป’ ซึ่งปัจจุบันถูกจัดสรรให้ 4 กองทุนและหน่วยงานตามกฎหมายแบบเจาะจงประกอบด้วย Thai PBS, สสส., กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

สำหรับ Thai PBS ได้รับเงินจัดสรร 1.5% ของภาษีสุราและยาสูบ แต่กำหนดเพดานไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยข้อมูลที่ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.อภิปรายในวุฒิสภา ระบุว่า ตลอด 18 ปี มีงบประมาณราว 40,000 ล้านบาท
ขณะที่ สสส. ได้รับจัดสรร 2% โดยข้อมูลที่ เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกรัฐบาล เปิดเผย ระบุว่า ตลอด 25 ปี มีงบประมาณรวมประมาณ 77,000 ล้านบาท
ส่วน กองทุนผู้สูงอายุ ได้รับจัดสรร 2% เช่นกัน มีเพดานไม่เกิน 4,000 ล้านบาทต่อปี โดยช่วงปี 2561-2569 คิดเป็นงบประมาณสะสมราว 36,000 ล้านบาท และ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ รับจัดสรร 2% แต่ไม่กำหนดเพดานวงเงิน ทำให้รายรับขึ้นอยู่กับยอดภาษีที่จัดเก็บได้จริง เฉลี่ยได้รับปีละ 4,000 ล้านบาท เมื่อนับตั้งแต่ช่วงปี 2558-2569 ได้รับเงินสะสมอยู่ประมาณ 46,000 ล้านบาท ซึ่งในปีงบประมาณ 2569 มีแนวโน้มได้รับลดลงมาก เหลือเพียง 2,864 ล้านบาท
เมื่อรวมตัวเลขที่ปรากฏในข้อมูลทั้ง 4 แห่ง อยู่ที่หลัก ‘แสนล้านบาท’ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่ ‘ภาษีบาป’ จะถูกมองว่าเป็น ‘ขุมทรัพย์ก้อนใหญ่’ และกลายเป็นโจทย์สำคัญว่า เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายควรถูกจัดสรรและตรวจสอบอย่างไร ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม
แต่หัวใจของการแก้กฎหมายครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การย้ายเงิน จาก 4 หน่วยงานกลับเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน แต่คือการเปลี่ยน ‘กลไกการจัดสรรเงิน’ จากเดิมที่ส่งตรงให้แต่ละองค์กร มาเป็นการให้หน่วยงานเสนอแผนงานเพื่อขอรับงบประมาณรายปี ผ่านกระบวนการพิจารณางบประมาณของรัฐสภาแทน
ในมุมของฝ่ายที่เสนอแก้กฎหมาย มีเหตุผลสำคัญคือ ‘เรื่องวินัยการเงินการคลังและความโปร่งใส’ เพราะต้องการให้รายได้ของรัฐเข้าสู่ระบบงบประมาณ และเปิดให้พิจารณาความจำเป็นของการใช้เงินในแต่ละปีอย่างเป็นระบบ โดยยืนยันว่า ไม่ได้หมายความว่า 4 หน่วยงานจะหมดงบประมาณ แต่ยังสามารถเสนอของบฯ ตามภารกิจและความจำเป็นได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเปลี่ยนจาก ‘เงินที่จัดสรรให้โดยตรง’ เป็น ‘เงินที่ต้องขอจากงบประมาณรายปี’ ทำให้เกิดคำถามเรื่องความต่อเนื่องของโครงการต่างๆ และความเป็นอิสระของหน่วยงาน ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดของการแก้กฎหมาย ‘ภาษีบาป’ ครั้งนี้ คือ รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นให้ได้ว่า ‘เงินก้อนนี้’ จะถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า โปร่งใสและคงความเป็นอิสระขององค์กรได้จริงๆ หรือไม่




