‘กมธ.งบฯ ปี 70’ ถก ‘งบกลาง 6.93 แสนล้าน’ เผยคิวชำแหละ ‘งบฯ สำนักนายกฯ’ 6 ก.ค.

3 ก.ค. 2569 - 16:26

  • ‘กมธ.งบประมาณฯ 70’ ถก 4 หน่วยงานเศรษฐกิจพิจารณา ‘งบกลาง’ วงเงินกว่า 6.9 แสนล้านบาท

  • ‘ธปท.’ ชี้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัว แต่เผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อและราคาพลังงาน

  • ขณะเดียวกัน AI และการส่งออกเทคโนโลยี ยังเป็นแรงหนุนสำคัญของเศรษฐกิจ

‘กมธ.งบฯ ปี 70’ ถก ‘งบกลาง 6.93 แสนล้าน’ เผยคิวชำแหละ ‘งบฯ สำนักนายกฯ’ 6 ก.ค.

ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ฯ ว่า วันนี้ที่ประชุมเริ่มพิจารณางบประมาณในส่วนมาตรา 6 งบกลาง วงเงิน 693,880,000,000 บาท ซึ่งการพิจารณางบประมาณภาพรวมเป็นการพิจารณาข้อมูลภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดยคณะกรรมาธิการได้เชิญหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ 4 หน่วยงานมาชี้แจงถึงภาวะเศรษฐกิจภาพรวม ได้แก่

  1. สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์)
  2. กระทรวงการคลัง
  3. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
  4. สำนักงบประมาณ

ณัฐธิดา กล่าวต่อว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ ธปท. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นมีทิศทางขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันเชิงลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาสินค้า ราคาน้ำมัน และวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าอาจสูงกว่า 4% ในไตรมาสที่ 4 ก่อนจะทยอยลดลงในปีหน้า ทั้งเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่มีมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายภาคเอกชนในไตรมาสที่ 3 ให้ปรับตัวดีขึ้น

ขณะที่ปัจจัยเชิงบวกสำคัญมาจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ขยายตัวทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขยายตัว 34.2% ในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโต 43.8% ในปีนี้ และ 17.2% ในปีหน้าสะท้อนว่า AI กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย

ธปท. คาดว่าแม้การบริโภคจะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ แต่แรงหนุนจากการลงทุนและอุตสาหกรรม AI จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.3% ในปี และ 1.8% ในปีหน้า โดยต้องติดตามการใช้จ่ายของผู้บริโภคและผลของมาตรการภาครัฐอย่างใกล้ชิด

ณัฐธิดา เทพสุทิน

นอกจากนี้ ที่ประชุมฯ ยังได้สอบถามผลจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยกัมพูชา ว่า สภาพัฒน์ได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือไม่ หากเกิดความขัดแย้งซ้ำ หรือมีการยกระดับความรุนแรงในอนาคต หน่วยงานได้ทำแผนรองรับและจัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจไว้อย่างไร

โดยผู้แทนสภาพัฒน์ ได้ชี้แจงกับ กมธ. ว่า หน่วยงานได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยมาก ปริมาณการค้าชายแดนทางเศรษฐกิจไม่ได้มากพอที่จะกระทบกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศ

สำหรับการประชุม กมธ. ในวันที่ 6 ก.ค.นี้ จะเริ่มพิจารณางบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานแรก

ณัฐธิดา เทพสุทิน

thai-budget-committee-discusses-2027-budget-amid-inflation-and-ai-growth-SPACEBAR-Photo01.jpg

‘งบกลาง 1.2 หมื่นล้าน’ มีวัตถุประสงค์ใกล้เคียง ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ หากศาล รธน.รับรองควรตัดงบฯ ซ้ำซ้อนออกเพื่อประหยัดเงินแผ่นดิน

ขณะที่ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 70 ว่า วันนี้มีการพิจารณาในส่วนงบประมาณกลาง ที่สำนักงบประมาณเป็นผู้ดูแล เช่น เงินชดเชยค่าสิ่งก่อสร้าง หรือรายการใหม่ ค่าใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากพลังงาน ที่เกิดขึ้นปีนี้เป็นปีแรก งบประมาณสูงถึง 12,000 ล้านบาท

โดยสำนักงบประมาณชี้แจงว่า หน่วยรับงบประมาณที่มีเงินสะสมในมือ ท้องถิ่นที่รับเงินไปแล้วใช้ไม่หมด ให้ดึงเงินออกมาใช้ เช่น ทำโครงการคนละครึ่ง ส่วนกลางจ่ายครึ่งหนึ่ง ท้องถิ่นจ่ายครึ่งหนึ่ง เพื่อทำกิจกรรมฟื้นฟูเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ส่วนตัวเห็นว่าวัตถุประสงค์ของการใช้เงินเหมือน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็นอย่างมาก และยังไม่รู้ว่าสุดท้ายคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นอย่างไร

ในวันที่ 9 ก.ค. นี้ หากศาลฯ สั่งว่า พ.ร.ก. กู้เงินในส่วนเปลี่ยนผ่านพลังงานใช้ไม่ได้ ก็สามารถใช้วงเงิน 12,000 ล้านบาทได้ หากศาลชี้ว่าสามารถใช้ พ.ร.ก. กู้เงินได้ ดิฉันก็จะเสนอให้มีการตัดงบ 12,000 ล้านบาทนี้ออก เปลี่ยนแหล่งเงินเป็นใน พ.ร.ก. กู้เงินแทน เพราะวัตถุประสงค์การใช้เงินเหมือนกัน คือรองรับวิกฤตพลังงาน ก็จะทำให้ประหยัดงบประมาณปี 70 ไป 12,000 ล้านบาท

ศิริกัญญา ตันสกุล

หนุนถ่ายทอดสดการประชุม กมธ.ทุกระดับ เพิ่มความโปร่งใส

ศิริกัญญา ยังกล่าวถึงการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างมากเพราะต่อสู้มาหลายปี และคาดหวังว่าจะให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมคณะอนุกรรมาธิการด้วย เพราะจะเกิดความโปร่งใสมากขึ้น

วานนี้ (2 ก.ค.) มีการพิจารณานัดแรก เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธาน กมธ. ก็ออกมาพูดเรื่องความโปร่งใสเกิน 10 ครั้ง จึงอยากให้คำพูดเหล่านั้นแปลงเป็นรูปธรรม โดยการเปิดเผยข้อมูล และการพิจารณาให้ประชาชนได้รับทราบ

ศิริกัญญา ตันสกุล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์