‘27 ปี’ คือช่วงเวลาที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ‘ขบวนการแจ้งเกิดเท็จ’ เพื่อให้ได้ ‘สัญชาติไทย’ เกิดขึ้นแล้ว และดำเนินมาอย่างยาวนานเกือบ 3 ทศวรรษ หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ‘ชายคนหนึ่ง’ มีชื่อบิดาสัญชาติไทยอยู่ในสูติบัตร แต่ผลตรวจ DNA กลับยืนยันว่า ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับบิดาที่ระบุไว้เลย เพราะบิดาที่แท้จริงของเขา คือ ‘ชาวจีน’
กรณี ‘ชายวัย 27 ปี’ คนนี้ เป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญของปฏิบัติการ ‘ตัดบทพ่อไทยทิพย์’ เฟส 3 เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าทลายเครือข่ายรับรองบุตรและแจ้งเกิดเท็จให้เด็กชาวต่างชาติได้รับสัญชาติไทย พร้อมจับกุมผู้ต้องหา 24 คน และขยายผลตรวจสอบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล 8 แห่ง
นอกจากนี้ ยังมีอีกเคสที่น่าสนใจ คือ กรณีของพี่น้องฝาแฝด อายุ 23 ปี มีบิดาตามสูติบัตรเป็นชายสัญชาติไทย และมารดาสัญชาติจีน แต่จากการตรวจสอบทาง DNA พบว่า ไม่ใช่เป็นบิดาที่แท้จริงของทั้งสองคน ทั้งนี้ ฝาแฝดวัย 23 ปี ได้ถูกจับกุมที่คอนโดแห่งหนึ่งในพื้นที่แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กทม. แต่ทั้งสองให้การปฎิเสธ พร้อมแต่งตั้งทนายความเข้าต่อสู้คดี ส่วนมารดาชาวจีน ถูกจับกุมในความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ เนื่องจากเป็นผู้รับรองในการทำบัตรประชาชนของบุตรทั้งสอง
เคสถัดมา เป็นเด็กชาย 2 คน อายุ 7 ปี และ 3 ปี โดยเด็กชายอายุ 7 ปี พบว่า ตามสูติบัตร มีบิดาสัญชาติไทย มารดาสัญชาติจีน แต่จากการตรวจสอบทาง DNA พบว่า บิดาที่แท้จริงเป็นชายสัญชาติจีน ซึ่งบิดาตามสูติบัตรนั้น รับสารภาพว่า ได้ค่าจ้างในการจดทะเบียนสมรส 5,000 บาท จึงถูกจับกุมตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรฯ
สำหรับเด็กชาย อายุ 3 ปี มีมารดาตามสูติบัตรเป็นหญิงชาวจีนคนเดียวกัน แต่บิดาตามสูติบัตรเป็นชายชาวจีนอีกคน แต่จากการตรวจสอบทาง DNA พบว่า บิดาที่แท้จริงเป็นคนเดียวกับบิดาของเด็กชายวัย 7 ปี ซึ่งถูกจับกุมขณะอยู่กับเด็กทั้งสองคน ที่สมุทรปราการ ส่วนมารดาถูกออกหมายจับในความผิดตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรฯ พบว่า มีการเดินทางออกนอกประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ปัจจุบันยังไม่เดินทางกลับเข้าประเทศไทย
.png&w=3840&q=75)
เมื่อย้อนกลับไปดูผลปฏิบัติการ ‘ตัดบทพ่อไทยทิพย์’ ยุทธการทลายเครือข่ายพ่อทิพย์ ทั้ง 3 เฟส ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เบื้องต้นตรวจพบว่า มี ‘ลูกทิพย์ต้องสงสัย’ ทั้งหมด 1,483 คน เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลจำนวน 8 แห่ง
เฟส 1 : ที่โรงพยาบาลเอกชน 1 แห่ง ตรวจพบลูกทิพย์ 3 ราย ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย พ่อชาวจีน 2 ราย พ่อไทยทิพย์ 3 ราย โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย
เฟส 2 : ที่โรงพยาบาลเอกชน 2 แห่ง ตรวจพบลูกทิพย์ 22 ราย ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย เจ้าหน้าทีโรงพยาบาล 1 ราย แม่ชาวจีน 18 ราย พ่อไทยทิพย์ 20 ราย พ่อชาวจีน 8 ราย โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 36 ราย เฟสนี้ พบว่า นายทะเบียนผู้รับแจ้งเกิดประจำสำนักงานเขตธนบุรี เป็นผู้ดำเนินการจดแจ้งทางทะเบียน โดยมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เป็นผู้แจ้งการเกิด ในห้วงตั้งแต่ปี 2561-2568 ซึ่งถูกออกหมายจับและจับกุมได้ในเฟส 2
เฟสที่ 3 : มีหลักฐานยืนยันเด็กที่ต้องเพิกถอนสัญชาติ 24 ราย เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล 8 แห่ง เก็บ DNA เด็กทั้ง 24 ราย เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับทั้งกลุ่มบิดาไทยทิพย์ มารดาของเด็ก และบิดาที่คาดว่าเป็นบิดาที่แท้จริง ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า กลุ่มบิดาไทยทิพย์ ‘ไม่มีความสัมพันธ์พ่อ-ลูก’ กับกลุ่มเด็กทั้งหมด พนักงานสอบสวนจึงได้ยื่นขอหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 46 หมาย แบ่งเป็น 6 กลุ่ม
- จนท.รัฐ 1 ราย 3 หมายจับ ข้อหา ปฏิบัติ/ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และรับรองเอกสารเท็จ (ในฐานะเจ้าพนักงานผู้กระทำเอง)
- จนท.โรงพยาบาล 1 ราย 3 หมายจับ ข้อหาสนับสนุน ปฏิบัติ/ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และรับรองเอกสารเท็จ (ในฐานะเจ้าพนักงานผู้กระทำเอง)
- มารดาคนต่างด้าว 16 ราย 16 หมายจับ
- บิดาคนไทยทิพย์ 20 ราย 12 หมายจับ
- บิดาที่แท้จริงของเด็ก (ต่างด้าว) 6 ราย 9 หมายจับ
- ลูกทิพย์ 24 ราย 3 หมายจับ
สำหรับกลุ่มที่ 3-6 ถูกดำเนินคดีในข้อหา ความผิดตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรฯ มาตรา 50 และ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน มาตรา 14 (1)
ผลการปฏิบัติการ 3 ครั้ง พบ ‘ลูกทิพย์’ ต้องสงสัยมากถึง 1,483 คน ดำเนินคดีแล้ว 47 คน และออกหมายจับแม่ชาวจีน 34 คน 35 หมายจับ, พ่อชาวจีน 16 คน 19 หมายจับ, พ่อไทยทิพย์ 43 คน 34 หมายจับ, จนท.โรงพยาบาล จำนวน 1 คน 4 หมายจับ, จนท.รัฐ จำนวน 1 คน 4 หมายจับ และมีโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องจำนวน 8 แห่ง ในจำนวนนี้สามารถจับกุมดำเนินคดีแล้วทั้งสิ้น 67 คน 74 หมายจับ
‘ลูกทิพย์’ทั้งหมดจะถูกยกเลิกสูติบัตรและอยู่ในขั้นตอนการยกเลิกสัญชาติ หากขั้นตอนในการยกเลิกสัญชาติสมบูรณ์แล้ว จะย้อนกลับไปอยู่ในสถานะของบุคคลต่างด้าว แต่ไม่สามารถดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ได้ เนื่องจากเกิดในประเทศไทย แต่จะต้องถูกควบคุมตัวโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อผลักดันส่งกลับไปยังประเทศจีน
จากเด็กที่มีชื่อบิดาสัญชาติไทยในสูติบัตร สู่ชายวัย 27 ปีที่ผลตรวจ DNA แสดงชัดว่า ไม่ได้เป็นบุตรทางสายเลือดของชายที่ระบุไว้ กรณีนี้ทำให้ปฏิบัติการ ‘ตัดบทพ่อไทยทิพย์’ ไม่ได้เป็นแค่การกวาดล้างเครือข่ายผู้กระทำผิดในปัจจุบัน แต่ยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการตรวจสอบความผิดปกติทางทะเบียนที่เกิดขึ้นมานานแล้วหลายปี
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ การขยายผลแบบขุดรากถอนโคน โยงไปจนถึงการตรวจสอบว่า กลไกการแจ้งเกิดและรับรองบุตรที่ผ่านมา มีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง เพื่อไม่ให้สถานะทางทะเบียนและสัญชาติไทย ถูกนำไปใช้โดยอาศัยข้อมูลอันเป็นเท็จอีกต่อไป




