ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของ ภูมิรัฐศาสตร์โลก ความเคลื่อนไหวทางทูตของไทยใน อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และพันธมิตรระดับสากลกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด
การเดินสายกระชับมิตรภาพทวิภาคีของผู้นำไทย ทั้งการเยือนเวียดนาม การเปิดบ้านต้อนรับผู้นำเวียดนาม รวมถึงการเยือนลาว อย่างต่อเนื่อง ชวนให้เกิดคำถามสำคัญว่า นี่คือวิถีทางการทูตตามปกติ หรือเป็นมิติสะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์เร่งด่วนบางประการในภูมิภาคกันแน่?
ร่วมถอดรหัสเกมการทูตครั้งนี้กับ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มาร่วมวิเคราะห์ ยุทธศาสตร์ซ่อนรูป ที่กำลังตีกรอบความสัมพันธ์ในอินโดจีน และการกลับมาของภาพหลอนทางประวัติศาสตร์ที่กัมพูชากำลังหวาดหวั่น
การทูตเชิงรุก 'เกมกดดัน' พนมเปญ
ปรากฏการณ์ที่ผู้นำไทยเดินเกมทางการทูตอย่างหนัก ทั้งกับเวียดนามและลาว สะท้อนความกังวลหรือมีเรื่องเร่งด่วนอะไรในภูมิภาคที่เราต้องเดินเกมแบบนี้หรือไม่ ?
รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่าเป็นการปรับนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลไทยที่เน้นการทูตเชิงรุกมากขึ้น ด้วยการบุกไปตีตลาดและขยายความร่วมมือเพื่อพัฒนาผลประโยชน์ของประเทศไทยร่วมกับประเทศอื่นๆ เพราะวันนี้มีสถานการณ์เร่งด่วนบางอย่างที่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น
ส่วนเรื่องจำเพาะเจาะจงที่เป็นความสัมพันธ์ทวิภาคีโดยเฉพาะ เช่น ความสัมพันธ์ไทยกับเวียดนาม ซึ่งอยู่ในวงรอบ 50 ปีของประวัติศาสตร์การฉลองความสัมพันธ์พอดี
ขณะเดียวกันอยู่เป็ช่วงเวลาที่รัฐบาลเวียดนาม มีนโยบายอยากเปลี่ยนจากคู่แข่งทางเศรษฐกิจกับไทยมาเป็นหุ้นส่วน ซึ่งทำให้เวียดนามขยายบทบาทในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงมากขึ้น
ประเทศไทยคิดเหมือนกันจึงนำมาสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ในระดับ หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นความร่วมมือขั้นสูงที่ลึกซึ้งเพื่อผลประโยชน์ระยะยาว
แต่อีกแง่มุมหนึ่งที่ซ้อนอยู่อาจมี เกมกดดันกัมพูชา อยู่ เพราะไทยกับฝรั่งเศส และไทยกับเวียดนาม สร้างความสัมพันธ์แบบ หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งไม่ค่อยมีประเทศไหนทำแบบนี้
ในลักษณะนี้คือการร่วมมือกันระยะยาวในหลายๆ ด้านอย่างรอบด้านและลึกซึ้ง เท่ากับว่ากัมพูชาเริ่มจะมีลักษณะเป็น 'รัฐแซนด์วิช' (Sandwich State) ที่ถูกบีบถูกประกบด้วยเกมการทูตของไทย
การที่ไทยจับมือกับเวียดนามในความร่วมมือขั้นสูง เท่ากับไทยกับเวียดนามสามารถจะบีบกัมพูชาไม่ให้ก้าวร้าว หรือเวียดนามอาจกดดันกัมพูชา ไม่ให้มีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่กระทบต่อการลงทุนในภูมิภาค
ส่วนกรณีฝรั่งเศส ที่ผ่านมากัมพูชามั่นใจว่า ฝรั่งเศสน่าจะสนับสนุนกัมพูชา แต่ 1-2 เดือนที่ผ่านมา ทราบข่าวว่าไทยสามารถขึ้นทะเบียนชุดไทยเป็นมรดกโลกในยูเนสโก และไทยมีสิทธิในการเข้าถึงเอกสารทางประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศสที่เกี่ยวกับเขตแดนไทย-กัมพูชาได้มากขึ้น
ทำให้กัมพูชากังวล เพราะกัมพูชาไม่คิดว่าฝรั่งเศสกับเวียดนามจะรับความสัมพันธ์จากไทยในลักษณะที่เป็น หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ขนาดนี้ นี่คือเกมกดดันกัมพูชา ที่ตีกรอบให้กัมพูชาเป็น รัฐแซนด์วิช ประกบโดยไทย เวียดนาม และฝรั่งเศสที่อาจจะช่วยเหลือไทยมากขึ้น ไม่ใช่จะช่วยกัมพูชาฝ่ายเดียว
ความมั่นคง-การค้า ล้อมกรอบ "ภัยคุกคามข้ามชาติ"
เมื่อตั้งคำถามว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นมิติความมั่นคงมากกว่ามิติทางการค้าในช่วงเวลานี้ ?
รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า ผสมกันหมด เพราะไทยกับฝรั่งเศสและไทยกับเวียดนาม จะเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน ซึ่งจะมีเรื่องเศรษฐกิจมาเกี่ยวข้องแน่นอน แต่เรื่องความมั่นคงมันก็มีด้วย เช่น ไทยกับเวียดนามมาร่วมมือกันระหว่างเหล่าทัพในการจัดการเรื่องภัยคุกคามความมั่นคงรูปแบบใหม่ไม่ว่าจะเป็น สแกมเมอร์ หรือ อาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ
"ยุทธการคีมหนีบ" กับรอยปริแยกในลุ่มน้ำโขง
เมื่อชวน รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่าการบีบกัมพูชาของทั้งไทยและเวียดนามจะทำให้กัมพูชากลายเป็นรัฐที่โดดเดี่ยวหรือไม่
รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า เราก็ต้องพยายามทำตรงนี้ ดีกว่าที่ไม่ได้เพื่อน ยุทธการลักษณะนี้ ทำให้กัมพูชาต้องหาทางดิ้น และเป็นโดมิโนเอฟเฟกต์กระทบกันไปมา
ถ้าไทยไม่เล่นเกมบีบลักษณะนี้ ไทยจะเสียเปรียบกัมพูชา การเดินเกมกระชับความสัมพันธ์กับเวียดนาม ฝรั่งเศส และ ลาวมากขึ้น เป็นการบีบกัมพูชาโดยปริยาย
เรียกว่าเป็น Pincer Movement หรือ ยุทธการคีมหนีบ คือการใช้เพื่อนบ้านที่อยู่รอบกัมพูชาร่วมกันบีบแล้วค่อยๆ กระเทาะให้กัมพูชาค่อยๆ อ่อนแรงลงไป เพราะประเทศเพื่อนบ้านที่ไทยเข้าไปสานสัมพันธ์ล้วนมีความไม่พอใจกัมพูชาอยู่หลายประเด็น
เห็นได้จากเวียดนาม ไม่พอใจที่กัมพูชาไปสร้างความสัมพันธ์แบบ หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ กับจีน จึงสร้างความสัมพันธ์แบบ หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ กับไทย ด้วยเพื่อทำการสั่งสอนกัมพูชา
อีกเรื่องคือการที่กัมพูชาผลักดันการขุด 'คลองฟูนันเตโช' ที่มีจีนมาร่วมลงทุน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแม่น้ำโขงที่อยู่ในเวียดนามใต้ เพราะน้ำส่วนหนึ่งจะผันไปที่คลอง ทำให้ภาคประชาสังคมของเวียดนามและรัฐบาลเวียดนามไม่พอใจ
ขณะที่ ลาว ถึงแม้ ทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศลาว กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จะคุยกันได้ มีคอนเนกชันกัน แต่ที่ผ่านมามีปัญหาเขตแดนระหว่างลาวใต้กับกัมพูชา ด้านตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณสตึงเตร็ง กองทัพกัมพูชาพยายามจะเข้าไปในพื้นที่บริเวณดังกล่าวซึ่งล้ำเข้าไปในพื้นที่ของลาว
ขณะเดียวกันที่ผ่านมามีการปะทะที่ช่องบกของไทยกับกัมพูชา มีกระสุนปืนใหญ่ตกใส่บ้านเรือนชาวลาว พอจะอนุมานได้ว่าน่าจะเป็นกระสุนจากฝั่งกัมพูชา
เพราะฉะนั้น การที่ไทยเดินเกมกระชับมิตรมากขึ้นกับลาวและเวียดนาม คิดว่ามีความหมายในการทำยุทธศาสตร์คีมหนีบเพื่อกดดันกัมพูชา
— รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
ดุลอำนาจมหาอำนาจ "จีน" เลือกข้าง "กัมพูชา" เบ็ดเสร็จจริงหรือ
จากกรณี คลองฟูนันเตโช และ ท่าเรือเรียม ที่จีนมีบทบาทอย่างมาก ต่อไปในอนาคตกัมพูชาจะทุ่มสุดตัวไปพึ่งอิทธิพลของจีนเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคง ขณะเดียวกันจีนจะหันมาระแวงเวียดนามกับไทยหรือไม่นั้น
รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า มีความเป็นไปได้หมดเพราะนี่คือเกมการเมืองระหว่างประเทศ จะพลิกแพลงไปตามสถานการณ์และผลประโยชน์ที่แต่ละฝ่ายหยิบยื่นให้แก่กัน ถึงแม้จีนจะให้น้ำหนักกับกัมพูชา แต่จีนคงจะไม่สบายใจที่จะไปช่วยกัมพูชาเต็มร้อย
เพราะเมื่อปี 2568 รัฐบาลพนมเปญไปเชื้อเชิญให้เรือรบของสหรัฐอเมริกาจากกองทัพภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกที่ฮาวาย เข้ามาเทียบท่าที่สีหนุวิลล์ประกบเรือจีน
ทั้งที่จีนลงทุนมหาศาลในสีหนุวิลล์ ห้วงเวลาดังกล่าวป็นช่วงที่กัมพูชารบกับไทย ต่อมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เข้ามาเป็นสักขีพยานในการ ลงนามหยุดยิงระหว่าง ไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นว่ากัมพูชาไม่ได้จะพึ่งจีนอย่างเดียว
ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ก็จบอเมริกา เป็นนักเรียนเวสต์พอยต์ มีคอนเนกชันกับอเมริกา จีนก็คงไม่ไว้ใจกัมพูชาเต็มร้อยแน่นอน
แต่ถามว่าจีนจะสลัดกัมพูชามาเลือกข้างไทย ก็ไม่ใช่ เพราะกัมพูชากับจีนมีความช่วยเหลือและการลงทุนด้านความมั่นคงกันมานานหลายสิบปี
ยุทธศาสตร์ของจีนให้น้ำหนักกับพื้นที่ สีหนุวิลล์ เป็นพิเศษ เพราะหากจีนมีปัญหากับเวียดนามในทะเลจีนใต้ จีนจะมี ฐานทัพที่สีหนุวิลล์ จะเคลื่อนประกบเวียดนามตอนใต้ได้สะดวก
ขณะเดียวกันคลองฟูนันเตโชจะเชื่อมพนมเปญกับจังหวัดแกบที่อ่าวไทย เป็นพื้นที่เศรษฐกิจตัวใหม่ แต่ติดที่ว่า ปากคลองฟูนันเตโชถ้าจะเข้า-ออกให้สะดวก อยู่ใกล้กับเกาะ ฟูโกว๊ก ของเวียดนาม
หากเวียดนามพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบริเวณพื้นที่ดังกล่าวไปปิดปากคลอง ก็จะมีผลกระทบต่อทั้งกัมพูชาและจีน ซึ่งตนไม่สามารถยืนยันได้ว่าเวียดนามมีแผนนี้หรือไม่
แต่ในความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ ความรุ่งเรืองของคลองฟูนันเตโช ส่วนหนึ่งสร้างผลกระทบต่อเวียดนามเพราะทำให้เกิดการชักน้ำในแม่น้ำโขงลงคลองดังกล่าวก่อนไหลไปเวียดนาม
แต่ถามว่าจีนจะทิ้งไทยไหม? จีนก็ทิ้งไทยไม่ได้ เพราะไทยมีความสัมพันธ์ที่ถ่วงดุลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ถ้าจีนทิ้งไทย สหรัฐฯ จะเทเข้ามาที่ไทย จีนยิ่งแย่
จีนจะมองทุกอย่างเป็นแพ็คเกจ คือ จีนจะไม่มองกัมพูชาแยกกับไทย แต่จะมองกัมพูชา ไทย ลาว พม่า เป็นแหล่งผลประโยชน์ภาพรวมที่จีนลงทุนทั้งหมดเพราะมีสิ่งที่เชื่อมกันอยู่
หากไทยกับกัมพูชาทะเลาะกันมาก จีนก็จะใช้วิธีการเป็นกาวใจเป็นตัวเกี่ยวก้อยสร้างสันติภาพเพื่อให้ การเชื่อมต่อที่จีนวางไว้ราบรื่นนี่คือสิ่งที่จีนต้องการมากที่สุด
เพียงแต่ว่าที่ผ่านมา จีนส่งเรือฟรีเกตให้กัมพูชา ล่าสุดก็ส่งรถถังให้กับกองทัพกัมพูชา จังหวะตรงนี้ถี่ไป ทำให้จีนอาจจะต้องอธิบายกับประเทศไทยเพื่อให้เกิดความสบายใจมากขึ้น
รศ.ดร.ดุลยภาค ให้ข้อมูลว่าเห็นตารางของผู้ช่วยทูตทหารของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนประจำกรุงเทพฯ มีแผนในการอธิบายเหล่านี้ให้กับกระทรวงกลาโหมของไทย แสดงว่าจีนไม่ได้แสดงความก้าวร้าวในการกดดันไทย จีนมีคำอธิบายของจีนอยู่เหมือนกัน
ฉากทัศน์ใหม่ "ลุ่มน้ำโขง" ย้อนรอย "สนามรบ" สู่ "สนามการค้า"
เมื่อมองไปที่โครงสร้างความมั่นคงของ อาเซียนลุ่มแม่น้ำโขง จะกลายเป็นการแบ่งขั้วย่อยระหว่างกลุ่ม ไทย-เวียดนาม-ลาว กับอีกฝั่งคือ กัมพูชา ได้หรือไม่ในอนาคต ?
รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า การแยกขั้วอาจจะไม่ชัดขนาดนั้น แต่เค้าโครงของรอยปริแยกมีขึ้น ในทางยุทธศาสตร์จะเห็นว่า ถ้าไทยประสบความสำเร็จในการดึงเวียดนามกับลาวเข้ามาอยู่กับไทยได้มากขึ้น ก็จะโดดเดี่ยวกัมพูชาโดยปริยาย
ในอินโดจีนยุคสงครามเย็น มีความขัดแย้งทางอุดมการณ์และ ภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งเรื่องเวียดนามบุกกัมพูชา กองทหารเวียดนามอยู่ที่ชายแดน มีแผนที่จะบุกไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงครามกลางเมืองในลาวและกัมพูชา แต่ช่วงปลายสงครามเย็น พัฒนาการแปรเปลี่ยนไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ในยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีของไทย ที่ไทยใช้นโยบาย 'เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า' ทำให้มีการค้าขายกันมากขึ้น
แต่วันนี้ การเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าเริ่มจะมีสนามรบมากขึ้น เมื่อมีสนามรบมากขึ้นจะหมุนกลับไปสู่ความขัดแย้งที่ใกล้เคียงกับยุคสงครามเย็นในบางมิติ มีการเผชิญหน้าทางทหาร การให้ความสำคัญกับเรื่องเขตแดนซึ่งเป็นมูลฐานของอธิปไตย สิ่งนี้คือเป็นจุดเปลี่ยน
แต่โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ผ่านมามีอยู่ ดังนั้นจะเห็นการเคลื่อนไหวของภาคเอกชนในบางจังหวะ ที่อาจจะโยนประเด็นให้พิจารณาเรื่องปิดหรือเปิดด่าน และมีต่างประเทศด้วย เช่น ญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงอยากให้เส้นทางโลจิสติกส์เชื่อมไทยไปกัมพูชาราบรื่น
ภาพหลอน "อานัมสยามยุทธ" ในศตวรรษที่ 21
เมื่อชวน รศ.ดร.ดุลยภาค มองไปในอนาคต ท่าทีของกัมพูชาจะอ่อนลงหรือหันมาพึ่งพาไทยมากขึ้นหรือไม่ ? จากแรงกดดันให้ รัฐแซนด์วิช
รศ.ดร.ดุลยภาค คิดว่า เป็นไปได้ เพราะตอนนี้กัมพูชากลัวมากๆ จึงพยายามจะเดินเกมหลายอย่าง เช่น เมื่อ วันที่ 8-9 มิ.ย.2569 คณะของ ฮุน มาเนต ที่ไปร่วมประชุมเวทีย่อยของอาเซียนที่เวียดนาม ได้ไปพบกับคณะรัฐมนตรีของเวียดนาม
สื่อกัมพูชาประโคมข่าวว่ามีความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่าง กัมพูชา-เวียดนาม ที่ลึกซึ้งมากขึ้น นี่คือการเดินเกมของพนมเปญอันเป็นผลจากการที่พนมเปญไม่สบายใจที่ฮานอยกับกรุงเทพฯ ไปวางความสัมพันธ์ถึงขั้นเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน
ภาพของรัฐแซนด์วิชจะตีประกบกัมพูชามากขึ้น เพราะกัมพูชามี ภาพหลอนทางประวัติศาสตร์ อยู่อันหนึ่ง คือในวิวัฒนาการประวัติศาสตร์กัมพูชามีลักษณะเป็น รัฐแซนด์วิช ที่ถูกเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่าอย่างไทยและเวียดนาม ยื้อแย่งแข่งขันกันแย่งชิงอิทธิพล จนกัมพูชาต้องเสียหัวเมืองและอิทธิพลไป
แต่วันนี้ การยื้อแย่งกัมพูชาในแบบที่เป็น อานัมสยามยุทธ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่สยามต้องรบกับญวนเพื่อแย่งกัมพูชา แปรเปลี่ยนเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ เป็นความร่วมมือกัน แต่แฝงเร้นไปด้วยแนวโน้มที่ทั้งไทยและเวียดนาม จะตีประกบกดดันกัมพูชาได้มากขึ้น
สุดท้ายแล้วที่ตั้งของกัมพูชาเป็น ไข่แดง ที่ถูกประกบด้วยไทยและเวียดนามไม่เปลี่ยนแปลง เป็นนิรันดร์ ในเมื่อโลเคชันเป็นแบบนี้ขณะที่พฤติกรรมของเวียดนามกับไทยเปลี่ยนมาเป็นหุ่นส่วนกัน
เวียดนามเห็นใจไทยมากขึ้น เวียดนามพร้อมจะแสดงบทบาทในลุ่มน้ำโขงโดยการกดดันกัมพูชามากขึ้น ถ้าสิ่งที่กัมพูชาทำในการโจมตีไทยไปกระทบต่อการเชื่อมต่อการลงทุนของเวียดนาม สิ่งนี้จึงเป็นตัวเปลี่ยนภูมิทัศน์ใหม่ของระบบการทูตในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
การที่ไทยกับเวียดนามเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กัน เป็นภาพหลอนตั้งแต่อดีตของกัมพูชาที่มีลักษณะรัฐแซนด์วิชถูกตอกย้ำชัดขึ้น เพียงแต่บริบทนี้ เวียดนามกับไทยไม่ได้รบกันเข้มข้นเหมือนในอดีต แต่เป็นการร่วมมือกันและส่งผลต่อการกดดันกัมพูชา
— รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว
การวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช ชี้ให้เห็นว่า ภูมิทัศน์การเมืองในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงกำลังก้าวผ่านยุค "เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า" ไปสู่มิติใหม่ที่ความมั่นคงกลับมาเป็นตัวนำเกมนโยบายต่างประเทศอีกครั้ง
ภูมิศาสตร์คือสิ่งนิรันดร์ ตำแหน่ง "ไข่แดง" ของกัมพูชาที่ถูกขนาบข้างด้วยไทยและเวียดนาม ยังคงเป็นจุดเปราะบางทางยุทธศาสตร์ ยุทธการคีมหนีบ ผ่านการสร้างพันธมิตรหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ของ ไทย กับ เวียดนาม ลาว และฝรั่งเศส ไม่เพียงแต่ตีกรอบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้แก่พนมเปญ จนต้องหันไปพึ่งพาทั้งจีนและสหรัฐฯ เพื่อความอยู่รอด
แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณว่า เกมการทูตในศตวรรษที่ 21 นี้ แม้จะไม่มีกลิ่นอายแห่งการสู้รบ เหมือนในยุค "อานัมสยามยุทธ" แต่แรงบีบคั้นทางภูมิรัฐศาสตร์นั้น รุนแรงและลึกซึ้งไม่ต่างกัน





