วิวาทะทางวัฒนธรรม ระหว่างไทย-กัมพูชา ปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อจอขนาดยักษ์บนเวทีประกวด มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา ฉายวีดิทัศน์ประกอบบรรยายความวิจิตรตระการตาของ เครื่องแต่งกาย ราชสำนักกัมพูชาโบราณ
แต่ภาพสตรีชั้นสูงที่ปรากฏบนจอ กลับกลายเป็นภาพถ่ายขาวดำจาก หอพระสมุดวชิรญาณ ของไทย จุดชนวนความไม่พอใจอย่างรุนแรงในโลกออนไลน์ จน กระทรวงวัฒนธรรม ภายใต้การนำของ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ตั้งโพเดี้ยมแถลง-โชว์หลักฐาน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพ นับตั้งแต่การสถาปนา กระทรวงวัฒนธรรม เมื่อปี 2495 ภายใต้การนำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม จนถึงยุคปัจจุบัน
กระทรวงแห่งนี้ไม่เคยหลุดพ้นไปจากวงโคจร "อุดมการณ์ชาตินิยม" หากแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากยุค "ประดิษฐ์สร้างอัตลักษณ์ภายใน" เพื่อยกระดับชาติให้ทัดเทียมอารยประเทศตะวันตก ก้าวข้ามผ่านกาลเวลากว่า 7 ทศวรรษ สู่ยุคปัจจุบันที่รัฐต้องปรับบทบาทมารับหน้าที่ "ตั้งป้อมปกป้องกรรมสิทธิ์วัฒนธรรม" เพื่อสกัดกั้นอ้างสิทธิของรัฐใดรัฐหนึ่ง
ภาพจำลอง 'หญิงสยาม' เมืองกำแพงเพชร
ข้อพิพาทเริ่มต้นจากการประกวดของ มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา ซึ่งฝ่ายจัดงานต้องการถ่ายทอดความรุ่งเรืองของเครื่องแต่งกายในอดีต แต่ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ที่นำมาร้อยเรียงกลับสร้างความเคลือบแคลงให้แก่โซเชียลฯฝั่งไทย
โดยเฉพาะภาพสตรีตัดผมสั้นทรงดอกกระทุ่ม สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบเฉียง และนุ่งโจงกระเบนอย่างประณีต ซึ่งถูกบรรยายว่าเป็นเครื่องแต่งกายชั้นสูงใน ราชสำนักกัมพูชา
การตรวจสอบอย่างละเอียดโดยกรมศิลปากรและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ได้ข้อสรุปที่ไม่อาจปฏิเสธได้ด้วยหลักฐานชั้นต้น ภาพถ่ายดังกล่าวคือภาพของ "หญิงชาวเมืองกำแพงเพชร" บันทึกไว้เมื่อคราวที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสต้นเมืองกำแพงเพชรใน ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449)
ภาพอายุกว่า 120 ปี ใบนี้สะท้อนวัฒนธรรมการแต่งกายตามแบบแผนราชสำนักสยามที่แพร่หลายสู่หัวเมืองชั้นใน ไม่ใช่เครื่องแต่งกายที่กำเนิดขึ้นจาก ราชสำนักอุดงมีชัย หรือพนมเปญตามที่วิดีโอนำเสนอ
เมื่อกระแสกดดันจากภาคประชาชนและสื่อสังคมออนไลน์ทวีความรุนแรง ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จึงสั่งการให้เปิดโต๊ะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน พร้อมทั้งทำหนังสือเตือนอย่างเป็นทางการไปยังกองประกวดเพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการแก้ไขข้อมูลที่ผิดพลาด

การสร้างชาติยุค 'จอมพล ป.' บัญชาการวัฒนธรรม
หากย้อนเวลากลับไปมองจุดตั้งต้น การที่หน่วยงานระดับกระทรวงต้องออกมากำกับดูแลความถูกต้องเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะรากเหง้าของกระทรวงวัฒนธรรมถือกำเนิดขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ปี 2495 ในยุคของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
ซึ่งตัว จอมพล ป. ได้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนแรกด้วยตนเองควบคู่กับเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ระหว่างปี 2495 ถึง 2498
บริบทแห่งทศวรรษ 2490 เป็นผลพวงต่อเนื่องจากการใช้นโยบาย "รัฐนิยม" ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลจอมพล ป. มองว่าความมั่นคงของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับแสนยานุภาพทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระดับ "ความมีอารยะ" ของประชากรในสายตาของมหาอำนาจตะวันตก
รัฐจึงต้องใช้อำนาจเข้าไปจัดระเบียบวิถีชีวิตส่วนบุคคลอย่างละเอียดลออ ตั้งแต่การเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย มีการเริ่มใช้คำว่าสวัสดีเป็นคำทักทายอย่างเป็นทางการ รณรงค์ให้บริโภคสินค้าไทย ส่งเสริมการกินก๋วยเตี๋ยวเพื่อเศรษฐกิจ ปฏิรูปภาษาไทยตัดทอนพยัญชนะ ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนเครื่องแต่งกายของประชาชน
มีการบังคับให้นุ่งผ้าถุง สวมเสื้อนอก เลิกเคี้ยวหมาก สวมรองเท้า และที่สำคัญคือต้องสวมหมวกตามค่านิยม "มาลานำไทยไปสู่มหาอำนาจ"
การก่อตั้งกระทรวงวัฒนธรรมและสภาวัฒนธรรมแห่งชาติขึ้นในปี พ.ศ. 2495 จึงเป็นการสถาปนา "ระบบราชการทางวัฒนธรรม" เพื่อทำหน้าที่ตัดแต่งอัตลักษณ์ของคนในชาติให้กลายเป็นบล็อกเดียวกัน
ชาตินิยมในยุคของ จอมพล ป. จึงเป็นชาตินิยมเชิงสร้างสรรค์และประดิษฐ์ขึ้นใหม่ โดยใช้รัฐเป็นผู้กำหนดนิยามความศิวิไลซ์ เพื่อป้องกันมิให้ชาติมหาอำนาจใช้ข้ออ้างเรื่องความป่าเถื่อนเข้ามาคุกคามอธิปไตยของประเทศ
จาก สร้างความเป็นอารยะ สู่ ตั้งป้อมสกัดการเคลม
แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าเจ็ดทศวรรษ โครงสร้างของกระทรวงวัฒนธรรมจะผ่านการยุบเลิกไปรวมกับกระทรวงศึกษาธิการในปี 2501 และฟื้นฟูกลับมาจัดตั้งใหม่ในปี 2545 แต่แก่นแกนทางอุดมการณ์ของกระทรวงยังคงหมุนรอบแนวคิดชาตินิยม ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่เป้าหมาย ยุทธวิธี และสมรภูมิที่ใช้ขับเคลื่อน ซึ่งสะท้อนผ่านบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลกแต่ละยุคสมัย
ในยุคของ รัฐมนตรีซาบีดา โจทย์หลักไม่ได้อยู่ที่การจัดระเบียบประชาชนในประเทศให้แต่งกายสวมหมวกตามคำสั่งผู้นำอีกต่อไป แต่อยู่ที่การเผชิญหน้ากับคลื่น "สงครามแย่งชิงความทรงจำ" ซึ่งผู้คนในภูมิภาคต่างจับจ้องว่าวัฒนธรรมชุดใด อาหารจานไหน หรือศิลปะการต่อสู้ชนิดใดเป็นสมบัติของใคร
ภาพถ่ายหญิงสยามเมืองกำแพงเพชรกลับกลายมาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่รัฐต้องนำมาจัดแถลงข่าว เพื่อยืนยันลิขสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์ของชาติ กระทรวงวัฒนธรรมจึงเปลี่ยนสถานะจาก "ผู้จัดระเบียบพฤติกรรม" ในยุคสร้างชาติ มาเป็น "ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ทางประวัติศาสตร์" ในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์
มรดกร่วม 'อุษาคเนย์' กับดัก 'รัฐชาติสมัยใหม่'
ดราม่าข้ามแดนเรื่องภาพถ่ายชุดไทยสะท้อนให้เห็นรอยเลื่อนทางประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นดินแดนที่ผู้คนแลกเปลี่ยน ถ่ายทอด และผสมผสานทางวัฒนธรรมกันมาเนิ่นนานนับพันปี
ราชสำนักสยามและราชสำนักกัมพูชามีสายสัมพันธ์ที่ซับซ้อน ทั้งการส่งผ่านช่างฝีมือ ตำรานาฏศิลป์ และรูปแบบเครื่องแต่งกายระหว่างกัน โดยเฉพาะในยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่ราชสำนักเขมรรับเอาอิทธิพลขนบธรรมเนียมและแบบแผนเครื่องแต่งกายจากกรุงเทพฯ ไปใช้อย่างกว้างขวาง
ความขัดแย้งเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อเส้นเขตแดนของ "รัฐชาติสมัยใหม่" ถูกขีดขึ้นพร้อม แนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์ผูกขาด
ส่งผลให้มรดกทางวัฒนธรรมที่เคยเป็น "พื้นที่ร่วม" ถูกบังคับให้ ต้องเลือกสัญชาติ ฝั่งกัมพูชาซึ่งพยายามฟื้นฟูอัตลักษณ์ที่เคยถูกทำลายล้างในยุคเขมรแดง ต้องดิ้นรนค้นหารากเหง้า จนบางครั้งขาดการสืบค้นหลักฐานอย่างรอบคอบและพลั้งเผลอหยิบยืมหลักฐานของเพื่อนบ้านมาสวมทับ
ขณะที่ฝั่งไทยซึ่งมีเอกสารจดหมายเหตุสมบูรณ์กว่า และมีกระแสความตื่นตัวของพลเมืองเน็ตที่เปี่ยมด้วยความหวงแหน ก็พร้อมที่จะตอบโต้การล่วงละเมิดอัตลักษณ์ในทันที
ในสมรภูมินี้ท่าทีของกระทรวงวัฒนธรรมจึงไม่อาจแยกขาดจาก ความต้องการของสังคม ที่เรียกร้องให้รัฐมีบทบาท ปกป้องศักดิ์ศรีของชาติ การออกหนังสือเตือน กองประกวดมิสยูนิเวิร์สกัมพูชา ของ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของภาพถ่ายเพียงภาพเดียว แต่คือการขับเคลื่อนกลไก รักษาความชอบธรรมทางการเมือง และตอกย้ำ ความเป็นเจ้าของมรดกภูมิปัญญา
ชี้ให้เห็นว่าแม้เวลาจะผ่านไปกว่าเจ็ดทศวรรษ กระทรวงวัฒนธรรมก็ยังคงเป็นป้อมปราการที่เหนียวแน่นที่สุดในการ พิทักษ์เส้นแบ่งแห่งอัตลักษณ์ และยืนยันว่าใน โลกที่วัฒนธรรมถูกแปลงเป็นสินค้าและอำนาจทางการเมือง ชาตินิยมไม่เคยจางหายไปไหน นำมาสู่ "สงครามแห่งความทรงจำ" อยู่เสมอ





