ภายหลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ล่าสุดผู้บริหารไทยพีบีเอสออกมาชี้แจงข้อสงสัยหลายประเด็น ทั้งกระบวนการตรวจสอบของ สตง. การเผยแพร่เอกสารลับ ค่าจ้างพิธีกร การจัดซื้อจัดจ้างบริษัทเอกชน ตลอดจนการบริหารอัตรากำลังขององค์กร
ในการแถลงข่าวครั้งนี้ ‘พิเศษ จียาศักดิ์’ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านบริหาร และ 'อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ’ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ด้านเทคโนโลยี ชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของ ‘ไทยพีบีเอส’ พร้อมยืนยันว่า หากได้รับผลการตรวจสอบครบถ้วนแล้วและพบข้อสรุปที่ไม่เห็นด้วย องค์กรจะใช้สิทธิโต้แย้งตามกระบวนการ
‘พิเศษ’ กล่าวถึงข้อสงสัยว่า การตรวจสอบไทยพีบีเอสของ สตง. ในช่วงที่ผ่านมาอาจเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ว่า การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเป็นสิทธิและหน้าที่ของ สตง. หลังมีผู้ร้องเรียน โดยไทยพีบีเอสเข้าใจว่าสามารถดำเนินการได้ตามอำนาจหน้าที่ และที่ผ่านมา สตง. ก็เข้าตรวจสอบองค์กรเป็นระยะ
ทั้งนี้ ไทยพีบีเอสมีระบบตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้งคณะกรรมการตรวจสอบภายใน ผู้ตรวจสอบภายนอก และ สตง. โดยมีการตรวจสอบรวม 3 รอบในรอบปีตามที่ชี้แจง ขณะที่รายงานจากผู้ตรวจสอบภายนอกจะถูกส่งให้ สตง. ตรวจสอบเพิ่มเติมได้ หากเห็นว่าจำเป็น
อย่างไรก็ตาม พิเศษตั้งข้อสังเกตถึงความเข้มข้นและระยะเวลาของการตรวจสอบครั้งนี้ โดยระบุว่ามีการตั้งคณะกรรมการพิเศษและดำเนินการตรวจสอบหลายประเด็น พร้อมตั้งคำถามถึงความเร่งรีบในการสรุปผล ทั้งที่การตรวจสอบอีกชุดยังไม่แล้วเสร็จ และอยู่ในช่วงที่มีการจัดทำประชาพิจารณ์ ย้ำว่า ข้อสังเกตเกี่ยวกับความเชื่อมโยงทางการเมืองเป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ไม่ใช่จุดยืนอย่างเป็นทางการของไทยพีบีเอส



อีกประเด็นที่ไทยพีบีเอสตั้งคำถาม คือกรณีเอกสารเกี่ยวกับผลการตรวจสอบของ สตง. ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนก่อนที่องค์กรจะได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการ พิเศษระบุว่า หลังทราบว่ามีเอกสารเผยแพร่ผ่านสื่อ จึงแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ว่าไทยพีบีเอสยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว ก่อนที่หนังสือจะมาถึงในวันที่ 10 ตุลาคม 2569 องค์กรจึงเตรียมทำหนังสือโต้แย้งไปยังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพื่อรักษาสิทธิในการชี้แจง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดเอกสารจึงถูกเผยแพร่ก่อนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่เป็นข้อมูลลับ
ด้าน ‘อดิศักดิ์’ กล่าวถึงกรณีสื่อมวลชนนำเอกสารไปเผยแพร่ว่า ในฐานะสื่อด้วยกันย่อมเข้าใจการทำหน้าที่และสิทธิในการนำเสนอข้อมูลที่เห็นว่าเป็นประโยชน์สาธารณะ แต่ขอให้คำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาด้วย โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลอาจส่งผลกระทบต่อองค์กรและบุคลากรที่ถูกระบุชื่อ
อดิศักดิ์ระบุว่า ได้อาสาสอบถามสื่อที่เผยแพร่ข้อมูลต้นทาง เพื่อขอความเป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ไทยพีบีเอสชี้แจงข้อกล่าวหาก่อนนำเสนอ โดยขณะนี้ยังไม่ประสงค์ดำเนินการใดๆ ในทันที ส่วนผู้ได้รับความเสียหายจากการเผยแพร่ชื่อสามารถพิจารณาดำเนินการเป็นรายบุคคลได้


“เราขอความเป็นธรรมเท่านั้นเอง ยังไม่อยากดำเนินการใด ๆ แต่ขึ้นอยู่กับผู้เสียหาย แต่ในแง่องค์กร ก็อยากได้รับความเป็นธรรมในมุมผู้ถูกกล่าวหาด้วย”
กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับค่าจ้างพิธีกรและผู้จัดรายการ ซึ่งมีรายงานว่าบางรายได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 40,000 บาทต่อครั้ง หรืออยู่ในระดับหลักแสนบาทต่อเดือน ‘อดิศักดิ์’ ชี้แจงว่า อัตราค่าจ้างแตกต่างกันไปตามตัวบุคคล ลักษณะงาน และบทบาทที่รับผิดชอบ จึงไม่สามารถตัดสินได้โดยพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว
อดิศักดิ์เปรียบเทียบว่า การจ้างพิธีกรมีลักษณะคล้ายกับการจ้างนักแสดงในภาพยนตร์ ซึ่งนักแสดงนำและนักแสดงประกอบย่อมได้รับค่าตอบแทนต่างกัน โดยไทยพีบีเอสต้องการดึงบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้ามาเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ชม เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้รายการและแข่งขันกับสื่ออื่น ๆ ในสภาวะที่ภูมิทัศน์สื่อและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป
เขายังระบุว่า ในช่วงที่ทีมบริหารชุดใหม่เข้ามา มีผู้จัดรายการที่มีชื่อเสียงหลายคนเข้ามาร่วมงาน ส่วนหนึ่งเกิดจากความเชื่อมั่นต่อทีมบริหาร และอีกส่วนหนึ่งมาจากความตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับไทยพีบีเอส แม้ค่าตอบแทนอาจไม่ได้อยู่ในระดับสูงมากก็ตาม
นอกเหนือจากค่าจ้างบุคลากรภายนอก ‘พิเศษ’ กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้ทบทวนขนาดองค์กรและความเหมาะสมของค่าตอบแทนพนักงาน โดยระบุว่า ขณะนี้ไทยพีบีเอสกำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะงาน (Job Description) และพิจารณาโครงสร้างอัตรากำลังให้สอดคล้องกับภารกิจขององค์กร
พิเศษกล่าวว่า ไทยพีบีเอสมีภารกิจครอบคลุม 24 สำนัก รวมถึงศูนย์ต่างจังหวัด จึงต้องพิจารณาว่าบุคลากรแต่ละส่วนมีจำนวนเหมาะสมกับงานหรือไม่ มีภารกิจซ้ำซ้อนกันหรือไม่ และสามารถปรับลดต้นทุนได้อย่างไร โดยเป้าหมายคือการทำให้บุคลากรมีคุณภาพและองค์กรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างต้องใช้เวลา เนื่องจากจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลและพิจารณารายละเอียดของแต่ละส่วนงานก่อนดำเนินการ ย้ำว่า ไทยพีบีเอสจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อและพฤติกรรมผู้บริโภค แต่กระบวนการดังกล่าวต้องเป็นไปตามขั้นตอน
สำหรับข้อสงสัยเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างบริษัท PNY Production ซึ่งมีประวัติรับงานจากไทยพีบีเอสต่อเนื่องเป็นเวลา 9 ปี นายพิเศษระบุว่า ทีมบริหารชุดใหม่ยกเลิกการจ้างบริษัทดังกล่าวตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในปี 2568
พิเศษชี้แจงว่า บริษัทเคยทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตร่วมรายการวิเคราะห์ข่าวการเมืองและเศรษฐกิจ 2 รายการ โดยใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ของบริษัทเอง ก่อนส่งมอบเนื้อหารายการที่ผลิตเสร็จแล้วให้ไทยพีบีเอส จากการตรวจสอบภายในไม่พบความเสียหายหรือการทุจริต และระบุว่าการดำเนินงานเป็นไปตามขอบเขตงาน (TOR)
ด้านนายอดิศักดิ์อธิบายว่า การจ้างบริษัทภายนอกเป็นทางเลือกหนึ่งในช่วงที่บุคลากรภายในมีภาระงานจำนวนมาก โดยค่าใช้จ่ายในการผลิตรายการเองก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก อย่างไรก็ตาม การชี้แจงดังกล่าวเป็นคำอธิบายของฝ่ายบริหารไทยพีบีเอส ขณะที่ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นที่ สตง. ตรวจสอบยังต้องพิจารณาตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

‘อดิศักดิ์' ยังกล่าวถึงกรณี สตง. ส่งหนังสือตำหนิการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับอาคาร สตง. ที่ถล่มว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการโทรศัพท์ขอไม่ให้นำเสนอข่าว แต่การส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถือเป็นกรณีแรก
หลังได้รับหนังสือ ไทยพีบีเอสได้ตรวจสอบและชี้แจงกลับว่า การนำเสนอข่าวดังกล่าวไม่ได้ละเมิดจรรยาบรรณวิชาชีพ พร้อมเปิดโอกาสให้ สตง. เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านรายการของสถานี แต่ไม่ได้รับการตอบรับ
ทั้งนี้ หาก สตง. ส่งผลการตรวจสอบครบทั้ง 3 กรณีแล้ว และไทยพีบีเอสไม่เห็นด้วยกับข้อสรุป องค์กรจะใช้สิทธิคัดค้านและชี้แจงตามกระบวนการ พร้อมดำเนินการตรวจสอบภายในต่อไป
ทั้งนี้ การชี้แจงของผู้บริหารไทยพีบีเอสครอบคลุมทั้งกระบวนการตรวจสอบของ สตง. การเผยแพร่เอกสารลับ การกำหนดค่าตอบแทนบุคลากร และการจัดซื้อจัดจ้าง โดยแต่ละประเด็นยังต้องแยกพิจารณาตามข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐาน และผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย






