ช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีกระแสข่าวว่า ‘ทักษิณ ชินวัตร’ เสนอ ‘ดีลนิรโทษ’ แลกโหวต ‘ศึกซักฟอก’ ที่ฝั่ง ‘เพื่อไทย’ มีทั้งหมด 74 เสียง ที่ชี้ชะตา ‘รัฐบาล’ ได้ ภายหลัง ‘ทักษิณ’ เตรียมยื่นขอให้พิจารณา ‘นิรโทษกรรม’ ที่มีอยู่ 4 คดีในขณะนี้ ยกเว้น มาตรา 112 ที่ไม่เข้าเกณฑ์ ‘นิรโทษกรรม’ ตาม พ.ร.บ.เสริมสร้างสันติสุขฯ แต่ 4 คดีของ ‘ทักษิณ’ ล้วนเป็น ‘คดีทุจริตฯ’ ได้แก่
คดี EXIM Bank ปล่อยกู้เมียนมา 4 พันล้านบาท ศาลสั่งจำคุก 3 ปี
คดีหวยบนดิน ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี
คดีแก้ไขสัมปทานดาวเทียมไทยคม ศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี
คดียึดทรัพย์ 46,373 ล้านบาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
คดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ ศาลพิพากษาริบทรัพย์ 4.63 หมื่นล้าน (กรณีนี้เมื่อ พ.ย.68 ศาลฎีกา แผนกคดีภาษี ตัดสินให้จ่ายภาษีย้อนหลัง 1.7 หมื่นล้าน กรณีการขายหุ้นชินคอร์ป)
อีกกระแสข่าวที่ตามมา คือ หนึ่งใน ‘กรรมการ’ คณะสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ต้องทำการพิจารณา แจ้งความเห็นอย่างไม่เป็นทางการต่อ ‘นายกฯ อนุทิน’ ว่ากรณี ‘ทักษิณ’ ไม่เข้าเงื่อนไขได้รับ ‘นิรโทษกรรม’
โดยคดีที่ ‘ทักษิณ’ ถูกศาลฎีกาตัดสินโทษจำคุกรวม 8 ปี ก่อนจะได้รับ ‘อภัยลดโทษ’ เหลือ 1 ปี และ ‘คดียึดทรัพย์’ เป็นคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาว่ามีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ โดยเป็นการใช้อำนาจเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบสำหรับตนเองหรือผู้อื่น อันเข้าลักษณะการทุจริตตามกฎหมาย ป.ป.ช.
อีกทั้งคดีของ ‘ทักษิณ’ ไม่เข้าเงื่อนไข มาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ที่มีเจตนารมณ์ ‘นิรโทษกรรม’ ให้กับผู้กระทำความผิดจากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมือง หรือแรงจูงใจทางการเมือง
ที่สำคัญคือ มาตรา 3 ไม่ให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
เท่ากับว่าเป็น กำแพง 2 ชั้น
ทำให้ ‘ทักษิณ’ ยากที่จะได้รับ ‘นิรโทษกรรม’ จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ ‘ฝั่งทักษิณ’ มองไปใน ‘บัญชีแนบท้าย’ ที่เป็นเรื่องผลพวง ‘รัฐประหาร’ จากประกาศ-คำสั่ง คมช. ในยุคหลังรัฐประหาร 2549 ให้ได้รับสิทธิ ‘นิรโทษกรรม’
ซึ่ง ‘วิญญัติ ชาติมนตรี’ ทนายความประจำตัว ‘ทักษิณ’ ชี้แจงว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขคือการยุติความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ซึ่งสร้างความเสียหายต่อประเทศและประชาชนมาอย่างยาวนาน โดยมองว่า ‘ทักษิณ’ เป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่สืบเนื่องจากการรัฐประหาร 2549
โดยนโยบายที่เคยหาเสียงและแถลงต่อรัฐสภา เป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ผู้แทนประชาชน แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นประเด็นขัดแย้งและนำไปสู่การดำเนินคดี
พร้อมมองว่าข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารเป็นผลจากการใช้อำนาจและการตีความกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กฎหมายฉบับนี้ต้องการคลี่คลาย
อย่างไรก็ตาม วิญญัติ หยิบแนวคิด ‘ผลไม้จากต้นไม้พิษ’ ที่ ‘อดีตนายกฯ’ เคยกล่าวถึงมาอธิบาย โดยเห็นว่าคดีเหล่านี้ไม่อาจแยกออกจากบริบททางการเมืองได้ และควรพิจารณาถึงมูลเหตุหรือแรงจูงใจที่นำไปสู่การดำเนินคดีด้วย
สอดรับกับที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. โพสต์ข้อความตอนหนึ่งว่า
กรณี ดร.ทักษิณ ใครไม่เจอกับตัวคงไม่เข้าใจ เมื่อคณะรัฐประหารนิรโทษกรรมตัวเองได้ตั้งแต่นาทีแรก นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งที่ถูกยึดอำนาจ ย่อมมีสิทธิต่อสู้ทุกช่องทางจนถึงนาทีสุดท้าย
ซึ่งกระแสข่าวที่เกิดขึ้นถูกมอง 2 มิติ คือ ‘ทักษิณ’ หวังใช้ ‘ล้างมลทิน’ หรือไม่ ?เพื่อกลับมาสู่ ‘สนามการเมือง’ หรือเพื่อ ‘ล้างมลทิน’ เพื่อทวงคืน ‘ทรัพย์สิน’ ที่ถูกยึดทรัพย์ไป 4.6 หมื่นล้าน และไม่ต้องเสีย ‘ภาษีย้อนหลัง’ 1.7 หมื่นล้าน ที่ยังเป็นคดีความกันอยู่ที่ ‘ศาลภาษีอากรกลาง’ จากคดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ ในขณะนี้
ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นมีการโยงถึงการ ‘ดีลแลกโหวต’ ซึ่งในเรื่องนี้บรรดาลูกพรรค ‘เพื่อไทย’ ต่างออกมาสยบข่าว รวมทั้ง ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกฯ
ทุกคนมีสิทธิอยู่แล้ว ผมถึงบอกว่าจะไปดูชื่อคนแต่ละคนไม่ได้ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ
ไม่คิดว่ามีใครจะกล้ามาพูดกับผมในเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่สิ่งที่เอามาผูกกับเรื่องการเมืองได้
ใครปล่อยข่าวแบบที่ดูแล้วยากต่อความเป็นจริง เราก็ไม่ต้องไปขยายความต่อหรือนำมาสอบถามต่อ
— ท่าทีของ ‘นายกฯ อนุทิน’ ต่อกรณีกระข่าว ‘ทักษิณ’ ดีลนิรโทษแลกโหวตซักฟอก 2 พ.ย. 69
ในทางการเมืองมีการมองว่า กระแสข่าว ‘ดีลแลกโหวต’ เป็นกลเกม ‘ขู่กันเอง’ ระหว่าง ‘ค่ายแดง-น้ำเงิน’ หรือไม่ ? เพราะถูก ‘ปลุก’ ขึ้นมาในช่วง ‘ศึกซักฟอก’ ในจังหวะเวลาที่ไล่เลี่ยกัน ทว่า ‘ศึกซักฟอก’ กลับถูกเลื่อนไป 7-11 ธ.ค.นี้แทน ซึ่งทำให้ ‘ไทม์ไลน์คลาดกัน’ แม้ระดับแกนนำ ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ จะย้ำสัมพันธ์ ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ แต่หากมองลึกลงไป กลับพบว่าเป็นไปในลักษณะ ‘ต่างคนต่างอยู่’ และขีด ‘อาณาเขต’ ชัดเจน
ท่าทีของ ‘เพื่อไทย’ อยู่ในสภาวะ ‘เก็บพลัง’ ด้วยสถานะ ‘พรรคต่ำร้อย’ และไม่มี ‘เครือข่ายอำนาจ’ ที่จะไปต่อรอง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ภายใต้บริบท ‘รัฐพันลึก’ ได้ในขณะนี้
ดังนั้นกระแสข่าวที่ออกมา สามารถมาได้จากทุกฝั่งที่ ‘หวังผลการเมือง’ จึงมองได้ทั้งเป็น ‘ข่าวจริง-ข่าวปล่อย’ ไปพร้อมๆกัน




