คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเป็นเอกฉันท์ยกระดับคดีทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่นปี 2568 ให้เป็น "คดีพิเศษระดับชาติ" โดยพุ่งเป้าไต่สวนไปที่กลุ่มคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ซึ่งถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางหรือ "รังใหญ่" ของขบวนการแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับผลประโยชน์ที่มีมูลค่าความเสียหายรวมนับพันล้านบาท
ข้อมูลเชิงลึกและโครงสร้างความผิดปกติของอภิมหาทุจริตครั้งนี้ จากการตรวจสอบของ สำนักงาน ป.ป.ช. พบผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการนี้เป็นจำนวนสูงมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด รวมทั้งสิ้น 6,014 ราย ทั่วประเทศ แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 22 ราย (รวมถึงผู้บริหารระดับสูงและกรรมการกลาง) กลุ่มนายหน้าและผู้ร่วมแก้ไขคำตอบ จำนวน 33 ราย (ขบวนการภายนอกและบริษัทเอกชน) กลุ่มผู้เข้าสอบ ที่เหลืออีกกว่า 5,900 ราย เป็นกลุ่มผู้สมัครสอบที่เข้าข่ายจ่ายเงินเพื่อซื้อเก้าอี้ข้าราชการ
ความผิดปกติที่ส่งผลให้เรื่องนี้ถูกเปรียบเทียบเป็น "ยอดของภูเขาน้ำแข็ง" เนื่องจากการโกงถูกทำอย่างเป็นระบบผ่านช่องโหว่ทางเทคโนโลยีและกฎหมาย
คดีนี้ ป.ป.ช. ได้ล็อกเป้าหมายไปที่ระดับคีย์แมนและข้าราชการระดับสูงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลงนามจัดสอบและกำกับดูแลในช่วงเวลาดังกล่าว ประกอบด้วย ร.ต.ท. ภพชนก ชลานุเคราะห์ (อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) นายธีรุตม์ ศุกวิบูลย์ผล (อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) นางวรสุดา รัตนสุคนธ์ (ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะกรรมการ กสถ.) และกลุ่มข้าราชการ สถ. 5 ราย ซึ่งปลัดกระทรวงมหาดไทยเซ็นตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและสั่งเด้งพ้นตำแหน่งเดิมให้มาช่วยราชการแล้ว
กระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลได้ขีดเส้นเร่งด่วน โดยจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรายงานชุดแรกต่อนายกรัฐมนตรี หากกระบวนการชี้มูลเสร็จสิ้น ผู้ที่ทุจริตทั้ง 5,000 รายจะถูกเพิกถอนการบรรจุแต่งตั้งทันที ไล่ออก และเรียกคืนเงินเดือนย้อนหลังทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 157 ขั้นเด็ดขาด
การทุจริตสอบข้าราชการกลายเป็นมหากาพย์ระดับประเทศ ขบวนการนี้พบหลักฐานการแก้คะแนน และการเรียกรับเงินหลักแสน โดยขบวนการนี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับสูงและนายหน้า สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อระบบราชการไทย และเป็นปัญหาเลวร้ายที่หยั่งรากลึกในระบบราชการไทยตั้งแต่ปี 2560 การสอบข้าราชการทุกระดับ สอบภายใน สอบวัดผล หรือสอบเลื่อนขั้นในฝ่ายต่างๆ มีข้อมูลการทุจริตแอบแฝง ผ่านการใช้เส้นสาย จ่ายเงินเพื่อแลกมาด้วยตำแหน่งหน้าที่การงาน
อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตากันอย่างใกล้ชิดต่อไป สำหรับปัญหาทุจริตในการสอบข้าราชการ โดยเฉพาะ กอบต. (อบต.) ชุดใหม่ ที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาบริหารงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับตำบล
ด้วยอำนาจหน้าที่ของ อบต.เป็นหน่วยงานที่ดูแลความเจริญในระดับรากหญ้า มีหน้าที่รับผิดชอบหลัก เช่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างและซ่อมแซมถนนหนทาง ท่อระบายน้ำ และไฟส่องสว่างจัดการขยะมูลฝอยและดูแลความสะอาดในพื้นที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต การสาธารณสุข และการจัดระเบียบชุมชนส่งเสริมการศึกษา ศาสนา และศิลปวัฒนธรรมในระดับท้องถิ่น จึงหวั่นเกรงกันว่าจะซ้ำรอยการทุจริตสอบท้องถิ่น 2568
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านผ่านฉลุย! สะกิดรัฐใช้อย่างคุ้มค่า-อย่าโกง
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 เสียง วินิจฉัยให้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ส่งผลให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าโครงการได้ตามแผน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้บริหารงบประมาณอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า
เปิดลิตส์โครงการเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์พลังงาน
สำหรับโครงสร้างการแบ่งงบประมาณกู้เงิน 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วนเท่ากัน โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 แผนงานหลัก ครอบคลุมทั้งการบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและการปรับโครงสร้างพลังงาน
1.แผนงานบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า ผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทย พลัส", เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, และช่วยลดต้นทุนกลุ่มเกษตรกร/SME (วงเงิน 200,000 ล้านบาท)
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ในการนำงบประมาณส่วนนี้ไปใช้ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยกลุ่มเป้าหมาย ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง เกษตรกร และผู้ประกอบการ SME เพื่อช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าครองชีพ ลดต้นทุนภาคการเกษตร และประคองสภาพคล่องทางธุรกิจไม่ให้หยุดชะงัก
2.แผนงานปรับโครงสร้างพลังงานสู่อนาคต เน้นส่งเสริมพลังงานสะอาด, ขยายสถานีชาร์จ EV, และพัฒนาทักษะแรงงานสีเขียว (Green Skills) (วงเงิน 200,000 ล้านบาท)
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 ให้เดินหน้าโครงการเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลได้ ประกอบด้วย
พลังงานสะอาด ส่งเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและขยายโครงข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Charging Stations) ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ รวมถึงการเดินหน้าเศรษฐกิจใหม่ พัฒนาทักษะแรงงานสีเขียว (Green Jobs) และสร้างนวัตกรรมรองรับการปรับโครงสร้างพลังงาน




