"มหาดไทย" เปิดทางทุนใหญ่ ฮุบโซลาร์เซลล์ อปท.!!

2 พ.ย. 2569 - 19:00

  • มหาดไทยเปิดทางให้ อปท. กว่า 36,000 แห่งทั่วประเทศใช้งบสะสมร่วมโครงการโซลาร์เซลล์ หลัง ครม. อนุมัติกรอบงบ 7.2 หมื่นล้านบาท เมื่อ 27 ตุลาคม 2569

  • ขณะเดียวกันเกิดข้อกังวลว่าเงื่อนไขโครงการอาจเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนใหญ่เหนือผู้รับเหมารายย่อย

  • ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันการเบิกจ่ายงบประมาณจะเป็นไปตามสิทธิจริง ไม่มีการล็อกสเปก และปฏิเสธการมีระบบเรียกรับหัวคิวในโครงการ

"มหาดไทย" เปิดทางทุนใหญ่ ฮุบโซลาร์เซลล์ อปท.!!

"มหาดไทย" เปิดทางทุนใหญ่

ฮุบโซลาร์เซลล์ อปท.!!

รายการ Deep SPACE ลึกกว่าที่รู้ ประจำวันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เปิดประเด็นวิเคราะห์เกี่ยวกับโครงการโซลาร์รูฟท็อป และนโยบายติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในหัวข้อ "มหาดไทย" เปิดทางทุนใหญ่ ฮุบโซลาร์เซลล์ อปท.!!

ผู้ดำเนินรายการชวนวิเคราะห์และหาคำตอบจากคำพูดของ "นายกฯ อนุทิน" โดยถอดรหัสคำกล่าว "ไม่ใช่จะเอาแค่แผงสองแผง" ว่าสะท้อนถึงการผลักดันอภิมหาโครงการขนาดใหญ่ แม้ภาครัฐจะมุ่งเน้นมาตรฐานความปลอดภัยและลดต้นทุนพลังงาน แต่เงื่อนไขและข้อจำกัดดังกล่าวอาจเอื้อประโยชน์และความได้เปรียบให้แก่กลุ่มทุนขนาดใหญ่เหนือผู้รับเหมารายย่อย

ติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชน

รายการ Deep SPACE วิเคราะห์ว่า เรื่องโซลาร์เซลล์ของรัฐบาลอนุทิน กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นการจัดสรรงบประมาณในมติ ครม. เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นชอบกรอบการดำเนินงานเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานรวมประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท ยิ่งตามดูยิ่งเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ โครงการนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ให้ประชาชนเท่านั้น แต่มีงบประมาณอีกหลายก้อนตามมาเป็นขบวน

โครงการนี้ถูกมองเป็นขุมทรัพย์มหาศาลสำหรับกลุ่มทุนที่ชนะการประมูลโครงการติดตั้ง “ที่ไม่ใช่เพียงแค่แผงสองแผง” ตามคำกล่าวของนายกฯ อนุทิน เพราะโครงการยังได้รวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ตำบล เทศบาลตำบล อบต. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 19,000 แห่ง รพ.สต.อีก 9,878 แห่ง รวมถึง สำนักงานที่ดิน และหน่วยงานท้องถิ่นอื่นๆ รวมกันแล้วกว่า 36,000 แห่ง

การดำเนินการโปรเจกต์นี้ สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงมหาดไทยได้ปล่อยผีเปิดทางให้หน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ ได้นำงบประมาณที่อาจจะมีสะสมไว้จำนวนหนึ่ง ออกมาใช้จ่ายเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งนี้

ผ่าแผนงบประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท

งบประมาณดังกล่าวได้รับการจัดสรรภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน พ.ศ. 2569 โดยแบ่งออกเป็น 4 โครงการย่อย ดังนี้ 

1.     โครงการโซลาร์ภาคประชาชน (50,000 ล้านบาท): เป็นงบก้อนใหญ่ที่สุด มุ่งเป้าสนับสนุนเงินอุดหนุนตรงให้ประชาชน สำหรับค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์รูฟท็อป) ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ครอบคลุมเป้าหมายระยะแรก 1 ล้านครัวเรือน โดยรัฐสนับสนุนเงินครัวเรือนละ 50,000 บาท

2.     ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (10,785 ล้านบาท): เป็นงบประมาณในการพัฒนาปรับปรุงระบบและโครงข่ายไฟฟ้าให้รองรับพลังงานหมุนเวียน 

3.     โครงการพัฒนาระบบสมาร์ตมิเตอร์ (10,811 ล้านบาท): งบประมาณสำหรับการติดตั้งและเปลี่ยนผ่านสู่ระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ ติดตั้งระบบมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะสำหรับการคำนวณและซื้อขายไฟ

4.     โครงการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานฯ (ประมาณ 972 ล้านบาท): งบประมาณเกือบหนึ่งพันล้านบาท เป็นงบประมาณที่ใช้สำหรับสร้างศูนย์และฝึกอบรมช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ โดยจ้างฝึกอบรมแรงงานไทยจำนวน 32,000 คน ทั่วประเทศ เพื่อรองรับการเป็นช่างออกแบบและติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ 

เมกะโปรเจกต์นี้มีสัดส่วนงบประมาณแยกย่อยที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า “เก็บทุกเม็ด” ตั้งแต่บนหลังคาบ้านไปจนถึงงบประมาณฝึกอบรมช่างที่มีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาท “เรียกว่าเก็บรายละเอียดกันทุกเม็ดจริงๆ”

ข้อชี้แจงรัฐบาลต่อประเด็น "เอื้อกลุ่มทุนใหญ่"

จากกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลว่าโครงการเมกะโปรเจกต์นี้อาจกลายเป็นขุมทรัพย์หรือมีการล็อกสเปกให้แก่กลุ่มทุนรายใหญ่นั้น รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาชี้แจงข้อมูลเชิงนโยบายเพื่อลดข้อกังขา ดังนี้

  • การเบิกจ่ายตามสิทธิจริง ไม่ใช่เช็คเปล่า โดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าโครงการนี้เป็นการสนับสนุนตรงไปยังภาคประชาชน งบประมาณจะถูกเบิกจ่ายก็ต่อเมื่อมีประชาชนมาลงทะเบียนและใช้สิทธิตามจริงเท่านั้น ไม่ได้เป็นการอนุมัติงบก้อนใหญ่ไปให้บริษัทใดบริษัทหนึ่งล่วงหน้า
  • ยังอยู่ในขั้นตอนการประมูลและไม่มีการล็อกสเปก:นายกฯ อนุทิน ยังระบุเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับงานติดตั้งว่า ปัจจุบันยังอยู่ในกระบวนการตามขั้นตอน และยืนยันว่ารายชื่อบริษัทที่มีการกล่าวอ้างในกระแสข่าวยังไม่ใช่ผู้ได้งาน พร้อมทั้งให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีระบบเรียกรับหัวคิวในโครงการนี้อย่างแน่นอน
  • เปิดสิทธิให้ประชาชนเลือกและขายไฟคืน: โดยโครงการกำหนดให้บุคคลธรรมดาสัญชาติไทยที่เป็นเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย สามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ 1 คนต่อ 1 มิเตอร์ (ขนาดการติดตั้ง 5-10 กิโลวัตต์) และหากผลิตไฟฟ้าเหลือใช้ก็สามารถขายไฟคืนให้กับการไฟฟ้า (กฟน. และ กฟภ.) ได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี ซึ่งรัฐบาลชี้ว่าเป็นการกระจายประโยชน์และสร้างเงินออมให้เศรษฐกิจฐานรากมากกว่ากลุ่มทุน 

สำหรับส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ และการบริหารจัดการงบประมาณสะสมในส่วนงานท้องถิ่นเพื่อร่วมเปลี่ยนผ่านพลังงานในครั้งนี้ ยังคงเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนรวมถึงฝ่ายค้านเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดในเรื่องของความโปร่งใสและรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างในระดับพื้นที่

ติดตามรายการ Deep SPACE ได้ทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 13.00-14.00 น. พร้อมข้อมูลใหม่ ทุกแวดวงข่าวสารรอบตัว ลึกกว่าที่รู้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์