การเมืองไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อาจไม่ได้ขยับผ่านห้องประชุมรัฐสภาหรือโต๊ะเจรจาระหว่างแกนนำพรรคเพียงอย่างเดียว หากแต่บางครั้งสัญญาณทางการเมืองกลับปรากฏผ่านพื้นที่อื่น เมื่อในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ‘เนวิน ชิดชอบ’ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และบุคคลสำคัญที่ถูกเรียกว่า ‘ครูใหญ่’ ของ 'พรรคภูมิใจไทย' ปรากฏตัวผ่านกิจกรรมของสโมสร ไล่ตั้งแต่ปัตตานีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไปจนถึงราชบุรี พร้อมภาพการพบปะบุคคลในแวดวงการเมืองในแต่ละพื้นที่
หมุดหมายแรกที่ถูกจับตาคือ ‘ปัตตานี’ ซึ่ง 'บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด' เดินทางไปทำกิจกรรมและลงสนามกับ 'ปัตตานี เอฟซี' โดยพื้นที่ดังกล่าวเป็นหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่พรรคภูมิใจไทยเริ่มจะขยายฐานเสียงทางการเมืองเข้าไปหลายที่ การเดินทางผ่านกิจกรรม 'ฟุตบอล' จึงเปิดโอกาสให้เกิดการพบปะผู้คนและเครือข่ายในพื้นที่
จากนั้นภาพการขยับจึงต่อมายัง ‘ราชบุรี’ เมื่อเนวินเดินทางไปเยือนสนาม 'ราชบุรี เอฟซี' และปรากฏภาพร่วมกับ ‘บุญยิ่ง นิติกาญจนา’ สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับภูมิใจไทยในอดีต ภาพดังกล่าวทำให้เกิดการจับตาถึงความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายการเมืองในพื้นที่ แม้ในเวลานี้ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันว่าการพบกันดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการย้ายพรรคหรือการทำข้อตกลงทางการเมืองใดๆ
เมื่อการเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังเผชิญความไม่แน่นอน โดยเฉพาะแรงกดดันจากประเด็นที่ 'ฝ่ายค้าน' และภาคประชาสังคมพยายามตรวจสอบ ทั้งเรื่องฮั้ว สว. และที่ดินเขากระโดง รวมถึงการจับตาท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล จึงชวนให้ตั้งคำถามว่า เหตุใดเนวินจึงขยับตัวผ่านพื้นที่ต่าง ๆ ในเวลานี้ และกิจกรรมฟุตบอลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนั้นมีความหมายทางการเมืองมากกว่ากิจกรรมกีฬาหรือไม่
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากมองจากสายตาของผู้ที่ติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด การขยับของเนวินในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเพียงการเคลื่อนไหวในฐานะประธานสโมสรฟุตบอล หรือกำลังสะท้อนการเตรียมความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนของสมการการเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง?
'เนวิน' (ต้อง) เดินเกมเอง หลังไม่ไว้วางใจ 'เพื่อไทย'
'รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว' อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มองว่า การเคลื่อนไหวของ 'เนวิน' ในช่วงที่ผ่านมาเป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะสะท้อนว่า บุคคลที่มีประสบการณ์และเข้าใจกลไกทางการเมือง อาจกำลังมองเห็นความไม่แน่นอนบางอย่าง ที่ทำให้ต้องเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
โดยเฉพาะสถานการณ์ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจกำลังมีความผิดปกติในสายตาของผู้ที่ติดตามการเมือง โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมพยายามขุดคุ้ยประเด็นอย่างคดีฮั้ว สว. และกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งหากถูกนำไปอภิปรายอย่างหนัก ย่อมมีโอกาสสร้างแรงกดดันต่อ 'พรรคเพื่อไทย' ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล
ประเด็นสำคัญในมุมของอาจารย์โอฬาร จึงอยู่ที่ท่าทีของ 'เพื่อไทย' หากเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นจริง พรรคเพื่อไทยจะลงมติสนับสนุนรัฐบาลต่อไป หรือจะต้องแสดงจุดยืนบางอย่างเพื่อรักษาฐานคะแนนเสียงและจุดยืนของพรรค
อาจารย์โอฬารจึงประเมินว่า เนวินอาจมองว่า ‘ไว้ใจพรรคเพื่อไทยไม่ได้’ และจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรองรับกรณีที่พรรคเพื่อไทยอาจถอนตัว หรืองดออกเสียงในการลงมติสำคัญ เพราะตามจริง 'ครูใหญ่' เคยมีประสบการณ์การถูกหักหลังมาแล้วในอดีต
โดยย้อนถึงช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจาก 'รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช' ไปสู่ 'รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์' ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เนวินมีบทบาทสำคัญทางการเมือง และเป็นเหตุการณ์มองได้ว่า ทำให้เนวินจดจำเรื่องความไม่แน่นอนของความสัมพันธ์ทางการเมือง
จากมุมมองดังกล่าว เมื่อกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบันรจึงเชื่อว่า เนวินไม่น่าจะเลือกฝากอนาคตทางการเมืองของภูมิใจไทยไว้กับการตัดสินใจของเพื่อไทยเพียงฝ่ายเดียว โดยเฉพาะหากประเมินว่ามีความเสี่ยงเกิดขึ้น การเตรียมทางเลือกก่อนจึงอาจเป็นวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว นี่จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมอาจารย์โอฬารจึงมองว่า เนวินกำลัง ‘ชิงปฏิบัติการก่อน’
“สำหรับคนที่อ่านเกมการเมือง ความไม่แน่นอนที่เห็นวันนี้ อาจเป็นเหตุผลให้ต้องเดินเกมก่อนที่เกมจะบังคับให้เดิน ซึ่งคุณเนวินเองจำเป็นที่จะต้องลงมาเล่นเอง เพราะในอดีตเขาเคยถูกคุณทักษิณ (ชินวัตร) หักหลังมาแล้ว”
‘ฟุตบอลนำทาง การเมืองตามหลัง’ จากปัตตานีถึงราชบุรี
หากพิจารณาเส้นทางการเคลื่อนไหวของเนวินในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีจุดที่น่าสนใจอยู่ที่การปรากฏตัวผ่านกิจกรรมฟุตบอล เริ่มจากปัตตานี ซึ่งบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเดินทางไปกระชับมิตรกับปัตตานี เอฟซี ขณะที่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ที่ภูมิใจไทยมีฐานทางการเมือง โดยเฉพาะปัตตานีและนราธิวาสที่พรรคมี สส. อยู่หลายพื้นที่
ในแง่หนึ่ง การเดินทางของสโมสรฟุตบอลย่อมเป็นกิจกรรมด้านกีฬาโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาประกอบกับบทบาทของเนวินในฐานะบุคคลสำคัญของภูมิใจไทย ก็อาจชวนให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่า กิจกรรมลักษณะนี้เปิดพื้นที่ให้เกิดการพบปะและรักษาความสัมพันธ์กับผู้คนหรือเครือข่ายในพื้นที่ไปพร้อมกันหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อสังเกต ไม่สามารถสรุปได้ว่าการจัดฟุตบอลหรือการเดินทางของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดมีเป้าหมายทางการเมืองโดยตรง
น่าสนใจว่า หลังการขยับลงภาคใต้ของ 'เนวิน' ไม่นาน 'ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า' แกนนำพรรคกล้าธรรม ก็มีความเคลื่อนไหวลงพื้นที่ภาคใต้เช่นกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดการจับตาว่า นักการเมืองแต่ละกลุ่มกำลังให้ความสำคัญกับพื้นที่และเครือข่ายในภูมิภาคนี้มากขึ้นหรือไม่ จากนั้นเส้นทางการขยับมายังราชบุรี เมื่อเนวินเดินทางไปเยือนสนามราชบุรี เอฟซี และพบกับ 'บุญยิ่ง นิติกาญจนา' สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม
การพบกันดังกล่าวมีความน่าสนใจ อาจารย์โอฬารตั้งข้อสังเกตผ่านมิติความสัมพันธ์ทางการเมือง เนื่องจาก 'บุญยิ่ง' มีสายสัมพันธ์กับภูมิใจไทยในอดีต แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าการพบกันครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการย้ายพรรค หรือเป็นการเจรจาทางการเมืองเพื่อดึงเครือข่ายบ้านใหญ่กลับเข้าสู่ภูมิใจไทย
ดังนั้น สิ่งที่สามารถพูดได้ในขณะนี้คือ ภาพดังกล่าว ‘ชวนให้จับตา’ มากกว่าการสรุปว่าเป็นการเตรียมย้ายขั้วหรือย้ายพรรค
จับตา ‘สมการเขียว–แดง–ส้ม’ เมื่อพันธมิตรไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เดิม
หากขยับจากภาพในพื้นที่ขึ้นมามองสมการระดับประเทศ อาจารย์โอฬารมองการเมืองในช่วงนี้ ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ‘แดง–เขียว–ส้ม’ ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีจุดยืน และฐานอำนาจของตัวเอง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าจะอยู่ในสมการเดิมเสมอไป ในมุมของการเมืองในสถานการณ์เช่นนี้เป็นเกมของการต่อรอง แต่ละฝ่ายต้องประเมินว่าหากสมการเดิมไม่สามารถเดินต่อได้ จะสามารถสร้างสมการใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร
สำหรับภูมิใจไทย ปัญหาสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่แค่จำนวนเสียงในมือ แต่รวมถึงความมั่นใจว่าจะสามารถประคับประคองรัฐบาลได้หรือไม่ หากพรรคเพื่อไทยเกิดแรงกดดันจนต้องตัดสินใจในทิศทางที่แตกต่างจากภูมิใจไทย
อาจารย์โอฬารจึงมองว่า 'เนวิน' อาจพยายามเตรียมทางเลือกเอาไว้ล่วงหน้า ทั้งการรักษาความสัมพันธ์กับเครือข่ายทางการเมือง และการมองไปยังกลุ่มต่าง ๆ ที่อาจมีบทบาทในสมการใหม่
ในส่วนของ ‘สีเขียว’ นั้นภูมิใจไทยเองก็ไม่ต้องการให้อำนาจต่อรองของกลุ่มการเมืองสีเขียวรวมศูนย์อยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งมากเกินไป โดยเฉพาะ 'ร.อ.ธรรมนัส' ตรงนี้เองที่ทำให้การขยับในพื้นที่ต่างๆ ถูกนำมาเชื่อมกับการจัดวางเครือข่ายทางการเมือง แม้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการพบปะบุคคลแต่ละครั้งเป็นส่วนหนึ่งของแผนทางการเมืองเดียวกัน
กลยุทธ์ ‘ผ่าเพื่อไทย’
มุนที่น่าสนใจอีกประเด็น คือคำอธิบายของอาจารย์โอฬารเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่พรรคเพื่อไทยอาจเกิดการแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม โดยมองว่า หากเกิดสถานการณ์ที่เพื่อไทยต้องตัดสินใจครั้งสำคัญทางการเมือง ความแตกต่างระหว่างกลุ่มภายในพรรคอาจมีความสำคัญ โดยเฉพาะระหว่างกลุ่มที่ยังอาศัยบารมีและเครือข่ายของ 'ทักษิณ' กับกลุ่มนักการเมืองที่มีทรัพยากรและเครือข่ายทางการเมืองของตัวเอง
โดยยกตัวอย่าง 'กลุ่มสามมิตร' ของ 'สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ' และ 'สมศักดิ์ เทพสุทิน' โดยมองว่ากลุ่มเหล่านี้มีทรัพยากรและเครือข่ายทางการเมืองของตัวเอง จึงอาจไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งพาทักษิณในระดับเดียวกับนักการเมืองกลุ่มอื่น
จากจุดนี้ อาจารย์โอฬารจึงเสนอภาพว่า เนวินอาจพยายาม ‘ผ่าเพื่อไทย’ ออกเป็นสองส่วนในทางการเมือง โดยไม่ได้หมายถึงการแตกพรรคอย่างเป็นทางการ แต่หมายถึงการแยกกลุ่มที่มีฐานอำนาจและแนวทางทางการเมืองแตกต่างกัน
ส่วนหนึ่งซึ่งยังยึดโยงกับทักษิณก็อาจปล่อยให้ดำเนินไปตามแนวทางของตัวเอง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งซึ่งมีเครือข่ายและทรัพยากรทางการเมืองของตัวเอง อาจถูกมองว่าเป็นกลุ่มที่สามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลต่อไปได้
เกมที่น่าจับตาอาจไม่ใช่การดึงทั้งพรรค แต่อาจเป็นการทำให้แต่ละกลุ่มมีทางเลือกของตัวเอง”
‘ใครหักหลังใครก่อนชนะ’ เกมที่ทุกฝ่ายต้องอ่านให้ขาด
อาจารย์โอฬารมองการเมืองในเวลานี้ว่าเป็นเกมที่ทุกฝ่ายกำลังชิงไหวชิงพริบ และประเมินว่าใครจะเป็นฝ่ายตัดสินใจก่อน คำว่า ‘ใครหักหลังใครก่อนชนะ’ จึงถูกใช้ เพื่ออธิบายสถานการณ์ที่พันธมิตรทางการเมือง ไม่ได้มีความแน่นอนถาวร และแต่ละฝ่ายต่างต้องประเมินว่า การรักษาจุดยืนเดิมจะทำให้ตัวเองเสียเปรียบหรือไม่
ในมุมนี้ แม้แต่พรรคการเมืองที่เคยประกาศจุดยืนไม่จับมือกับอีกฝ่าย ก็อาจต้องเผชิญแรงกดดันให้ปรับท่าที หากสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไป จึงได้มองว่า ทุกฝ่ายต่างกำลังเตรียมทางเลือกของตัวเอง ทั้งเพื่อไทย ภูมิใจไทย กลุ่มสีเขียว รวมถึงขั้วสีส้ม
อย่างไรก็ตาม การพูดถึง ‘สมการเขียว–แดง–ส้ม’ ในที่นี้เป็นกรอบวิเคราะห์ทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่าทั้งสามกลุ่มกำลังมีการเจรจาหรือทำข้อตกลงร่วมกันอยู่ในขณะนี้
สิ่งที่สะท้อนออกมาคือ การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ทุกฝ่ายต้องคำนึงถึง ‘ทางเลือก’ มากขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างพรรคอาจเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขของสถานการณ์
จากสนามฟุตบอลสู่สนามการเมือง สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของ 'เนวิน' ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตั้งแต่ปัตตานีไปจนถึงราชบุรี อาจจะยังไม่ถึงจุดสรุปอย่างเป็นทางการได้ว่า เป็นการพยายาม ‘ดูดบ้านใหญ่’
แต่ภาพที่น่าสนใจจึงอยู่ตรงการมองว่า 'เนวิน' อาจกำลังเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนของรัฐบาล หรืออีกนัยคือการ 'โต้กลับทางการเมือง' ผู้ปลุก 'สมการแดง-เขียว-ส้ม' ที่เอาเข้าจริงดูมีชั้นเชิงมากพอ จนกลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปทั่วบ้านทั่วเมือง...





