สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 (MCM) หรือการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระดับรัฐมนตรี ที่ประเทศฝรั่งเศส ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ยื่นหนังสือถึงไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS แล้ว ว่า
ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้แถลงว่า จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับกับประเทศไทย เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งที่จริงแล้ว เรื่องดังกล่าว ฝ่ายไทยยังเห็นว่า การตัดสินใจของกัมพูชาเป็นการตัดสินใจที่ไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง และการนำเสนอหลายอย่างของฝ่ายกัมพูชา ผ่านถ้อยแถลงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
โดยเหตุผลที่ฝ่ายไทยยกเลิก MOU2544 เพราะไม่มีความคืบหน้าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวมานานกว่า 20 ปี ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่ทราบกัน เจตนาของไทยที่ให้มีการยกเลิก MOU2544 ก็เพื่อให้มีการเริ่มต้นการเจรจาในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ในลักษณะของการเริ่มต้นกันใหม่ ซึ่งเป็นเจตนาที่แท้จริงของฝ่ายไทย
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา กลับพูดว่า ฝ่ายไทยยกเลิก เพราะตั้งใจที่จะไม่ทำตามพันธะกรณี ซึ่งไม่ใช่ แต่เราต้องยอมรับความจริงว่า MOU2544 ไม่ได้มีความคืบหน้า ซึ่งเราคิดว่า เมื่อทั้ง 2 ประเทศเข้าเป็นภาคี UNCLOS แล้ว เราก็น่าจะเจรจากันภายใต้กระบวนการ UNCLOS และเราควรให้โอกาสในการเจรจาระดับทวิภาคีก่อน แต่ถ้ามันไปไม่ได้ เราอาจจะตกลงกันว่า จะไปสู่กลไกต่าง ๆ
ซึ่งมีตั้งแต่การประนีประนอมโดยสมัครใจที่เราสามารถพูดคุยกันได้ หรือมีการตั้งคณะประนอมขึ้นมาพูดคุยกันก็เป็นอีกขั้นหนึ่ง หรือจะไปสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับก็ได้ แต่ทั้งนี้เราควรให้โอกาส สำหรับการเจรจาระหว่างกันก่อน
สีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ข้อเท็จจริงก็คือ การประนอมภาคบังคับมันใช้เวลา อย่างกรณีประเทศติมอร์-เลสเต กับประเทศออสเตรเลีย ก็ใช้เวลาเกือบ 2 ปี ดังนั้นเท่ากับว่าอีก 2 ปี เราจะไม่สามารถกำหนดเขตแดนทางทะเล หรือพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างกันได้ แต่ทำไมเราถึงไม่ลองให้มีการเจรจากันเสียก่อน
ถ้าเราลอง เราอาจจะบรรลุข้อตกลงได้เร็วกว่านี้ก็ได้ ดังนั้นเจตนาของฝ่ายกัมพูชาจึงเป็นที่สงสัย ที่คงต้องการกำหนดเงื่อนไขของเขา และการสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายกัมพูชา แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ มันไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหา ในเมื่อตัดสินใจไปในเส้นทางนี้ ฝ่ายกัมพูชาก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเขาด้วย เพราะขณะที่เขาจะไม่เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันเลย ในเรื่องเขตแดนทางทะเล
แต่อยากให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ อยากให้มีการพูดคุยเรื่องความมั่นคงชายแดน รวมไปถึงเรื่องเขตแดนทางบกอะไรต่าง ๆ ซึ่งถ้าเราจริงใจต่อกัน เราก็ควรพร้อมที่จะริเริ่มการพูดคุยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
แต่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มอย่างนี้ก่อน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อการพูดคุยในแง่ของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ การพูดคุยเรื่องความมั่นคงชายแดน และการเริ่มต้นที่จะพูดคุยเรื่องเขตแดนเป็นต้น สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาตัดสินใจทำสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาพยายามเรียกร้องกับไทย
“จริงๆ เราก็พร้อมที่จะตอบสนอง แต่มันต้องมีความจริงใจ อันนี้คือท่าทีของไทย เราตั้งใจที่จะเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาจริง ๆ เพราะปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขได้โดยง่าย ถ้ากัมพูชาพูดถึงการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ซึ่งสันติวิธีที่แท้จริงคือการพูดคุยระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการหาแนวทาง ถ้าหาทางออกไม่ได้ เราก็คงไปสู่กลไกทางออกอื่น ๆ ที่มีอยู่ จึงไม่เข้าใจว่า เจตนาของกัมพูชาที่จะไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ เป็นการแก้ไขปัญหาจริง ๆ หรือเปล่า“ สีหศักดิ์ กล่าว
สีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามฝ่ายไทยพร้อมอยู่แล้ว เพราะเราคาดการณ์อยู่แล้วว่าจะต้องมาในเส้นทางนี้ และเราได้เตรียมการมาสักพักหนึ่งแล้วว่าถ้าเขามาทางนี้ เราจะดำเนินการอย่างไร ใครจะเป็นผู้ประนีประนอมฝั่งไทย ใครเป็นผู้มีคุณสมบัติความเชี่ยวชาญ และในวันนี้ (3 มิ.ย.69) นอกจากจะมาร่วมการประชุม OECD แล้ว ตนยังจะได้ไปคุยกับที่ปรึกษากฎหมายชาวฝรั่งเศสของไทยว่า เราจะต้องเตรียมการอย่างไร และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร
ซึ่งท่าทีของเราคือ เมื่อนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ เจอกันในห้วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ว่า จะจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยการพูดคุย และจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งตอนนั้นนายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้พูดคุยเรื่อง MOU2544 กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้วว่า เจตนาของเราคือ อะไร ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ยกเลิก แต่เรายกเลิก เพื่อให้เริ่มการเจรจาใหม่ และให้โอกาสกับการพูดคุยระหว่างกัน เพื่อให้มีความคืบหน้า
“ขณะนี้ถือว่า เขาปิดประตูแล้วหลายอย่าง ทั้งสำหรับการพูดคุยในเรื่องเขตแดนทางทะเล การไปสู่กลไกประนอมภาคบังคับ ฝ่ายไทยก็พร้อม เราไม่ได้หวั่นไหวอะไร แต่เขาก็ปิดประตูสำหรับการพูดคุยในเรื่องอื่นๆ ที่เขาประสงค์ให้มีความคืบหน้า รู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจของเขา เขาต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น“ สีหศักดิ์ กล่าว
ขณะเดียวกันช่วงที่ตนเดินทางไปประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้หารือกับ ปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ก็ได้บอกว่า ทำไมเราไม่ลองให้มีการพูดคุยกันเสียก่อน ถ้าไม่ได้จริงค่อยไปใช้กลไกอื่น ๆ และเมื่อมีการพูดคุย เราก็สามารถพูดคุยในเรื่องอื่นได้ เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ ที่กัมพูชาให้ความสำคัญด้วย แต่เส้นทางนี้คือ การปิดประตู
ซึ่งเมื่อพูดถึงสันติวิธี การพูดคุยคือ สันติวิธีที่ดีที่สุด แต่เมื่อเขามาทางนี้ก็เท่ากับว่า เขาปิดประตูที่จะพูดคุยเรื่องอื่น เรื่องความจริงใจ ความพยายามที่จะร่วมมือกัน มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาพูดเลย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สิ่งนี้หมายถึงกัมพูชาปิดประตูเรื่องการเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ใช่หรือไม่ สีหศักดิ์ กล่าวว่า เขาอยากให้มีการพูดคุย เพราะเรามีความขัดแย้ง และมีการปะทะกัน ซึ่งเกิดความสูญเสีย สิ่งเหล่านี้การแก้ไขปัญหาและปัญหาต่าง ๆ ที่สืบเนื่องจากการปะทะก็ต้องมาพูดคุยกัน มันไม่ใช่แค่การปักปันเขตแดน ที่จะมาใช้กลไก JBC แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงชายแดน
ถ้าพูดว่า เราละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งแถลงการณ์ร่วมนั้นระบุว่า ให้ทั้ง 2 ฝ่าย ตรึงกำลังไว้ในวันหยุดยิง ซึ่งเรายังตรึงกำลังไว้ที่เดิม ของพวกนี้มันไม่ได้มาด้วยการเรียกร้องสิทธิ
แต่มันต้องแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะของพวกนี้มีที่มาที่ไป มันไม่ใช่เรื่องปักปันเขตแดนแน่นอน แต่เป็นเรื่องความมั่นคงชายแดน การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และนี่เป็นท่าทีของไทย ซึ่งเรามองด้วยความเป็นจริง และเราก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะมาเล่นเกมอะไรกับกัมพูชา
แต่เข้าใจว่า ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่มองเรื่องนี้เป็นเกม ที่จะต้องมีผู้แพ้ ผู้ชนะ หรือทำเพื่อกระแสภายในประเทศ เราก็ไม่รู้ โดยท่าทีของไทยคือ เราแสดงความคาดหวังที่จะมองไปในอนาคต ซึ่งการเดินไปข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องใช้ความพยายาม และต้องสร้างบรรยากาศที่ดี ตรงนี้ที่เขาเดินเขาต้องตระหนักว่า มันมีผลกระทบทางด้านอื่นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย เพราะไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะใช้เดินหน้าการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา
สีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ความจริงแล้ว เขาควรจะบอกเราโดยตรงก็ได้ แล้วมาพูดคุยกันว่า ภายใต้กลไกแต่ละคนจะทำอะไรกันบ้าง แต่เขากลับออกมาประกาศต่อชาวโลก ต่อคณะทูต สร้างความได้เปรียบอะไรต่าง ๆ ให้เห็นว่าเขาเป็นฝ่ายที่มีความชอบธรรม เป็นฝ่ายรุกก่อน เกมแบบนี้เป็นเกมของฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งส่วนหนึ่งก็พูดว่าอยากจะฟื้นฟูความสัมพันธ์
อีกส่วนหนึ่งก็พยายามดำเนินการในเวทีระหว่างประเทศแบบไม่จบเสียที ต้องถามว่า เมื่อไหร่เราจะจบสิ่งเหล่านี้ เมื่อไหร่เราจะเลิกเล่นเกมเสียที แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนไทยเองก็เข้าใจว่า ยังคงไม่เกิดขึ้นได้ในทันที ถ้าเขามีความตั้งใจ มันก็ต้องไม่ใช่ด้วยวิธีการอย่างที่เขาทำอยู่ในเวลานี้ ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าสันติวิธีดีที่สุดแล้ว ตนก็สงสัยในเจตนาของฝ่ายกัมพูชา
“ถ้าเขาไปทางนี้เราก็เต็มที่ ขอให้เชื่อมั่นในรัฐบาล และการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศว่าเราพร้อม เรามั่นใจว่า ถ้าเขามาทางนี้ เราก็มั่นใจในสิ่งที่เราจะนำเสนอ และมั่นใจในความความสามารถที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย“ นายสีหศักดิ์ กล่าว
สีหศักดิ์ กล่าวว่า สมมุติว่าเราเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ สุดท้ายคำวินิจฉัยก็ไม่ได้มีผลบังคับทางกฎหมาย และอาจจะกลายเป็นเป็นพื้นฐานที่ทั้ง 2 ประเทศ ต้องมาเจรจากันต่อไป ซึ่งประเด็นคือมันเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ และในที่สุดจะรับ หรือไม่รับก็เป็นสิทธิของแต่ละประเทศ และอาจจะต้องพูดคุยกันต่อตามคำวินิจฉัยที่เป็นผลของการประนอมภาคบังคับ ดังนั้นทำไมเราถึงไม่พูดคุยกันเสียก่อนว่า เราจะสามารถทำให้เกิดความคืบหน้าอะไรได้หรือไม่ ก่อนที่จะเข้าสู่กลไกเหล่านี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สีหศักดิ์ ได้ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยระหว่างเข้าร่วมการประชุม OECD เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมเป็นเวลา 1 วัน โดยจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 5 มิถุนายน เพื่อที่จะชี้แจงกับคณะทูตต่างประเทศในไทย หลังการออกมาแถลงของผู้นำกัมพูชา และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากนั้น




