ปมทุจริตสอบท้องถิ่นยังถูกแกะรอยลึกขึ้นเรื่อยๆ หลังข้อมูลที่เปิดต่อ กมธ.ปราบปรามการทุจริตฯ ชี้ให้เห็นทั้งช่องโหว่ของ TOR รูปแบบการเรียกรับเงินผ่านนายหน้า และธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขณะที่ข้อกล่าวหาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสอบปี 2568 แต่ยังมีข้อมูลย้อนกลับไปถึงการสอบในปี 2564 และอาจขยายผลต่อเนื่องถึงปี 2560
ทำให้คำถามสำคัญเวลานี้ไม่ใช่เพียง “ใครรับเงิน” แต่คือ “ระบบเปิดช่องให้เกิดการทุจริตได้อย่างไร และใครต้องรับผิดชอบ”
เปิดข้อมูลหลายชั้น “ปมทุจริต” ไม่ได้จบแค่สนามสอบปี 68
อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงผลการประชุมกรณีเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โดยระบุว่า กมธ.ได้รับข้อมูลจากบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย
หนึ่งในข้อมูลสำคัญมาจากวิบูลย์ ฝ่ายดี ซึ่งเข้าแจ้งความว่าจ่ายเงินให้กับนายหน้าจำนวน 2 ล้านบาท ขณะที่ผู้แทนคณะกรรมการร่าง TOR และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้เข้าชี้แจงต่อ กมธ.ถึงกระบวนการจัดสอบแข่งขันท้องถิ่น
คณะกรรมการร่าง TOR ระบุว่า TOR การสอบปี 2568 มีรายละเอียดแตกต่างจากการสอบในปี 2564 และ 2566 โดยเพิ่มเงื่อนไขเพื่อป้องกันการทุจริต เช่น การกำหนดให้เก็บเอกสารหลักฐานไว้เป็นเวลา 1 ปี ส่งผลให้หลักฐานจากการสอบในช่วงปี 2560 หลายส่วนไม่สามารถค้นหาได้แล้ว
ชี้ช่องโหว่ TOR เปิดทางทุจริต ผู้ว่าจ้าง–ผู้รับจ้าง–กสถ.ถูกจับตา
อาสพลธ์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับการชี้แจงเพิ่มเติมว่า แม้ TOR จะวางมาตรการป้องกันการทุจริตไว้มากเพียงใด แต่หากผู้ที่ตั้งใจทุจริตต้องการหาช่องทาง ก็ยังสามารถใช้ช่องว่างที่มีอยู่ได้
ข้อมูลที่ กมธ.รับทราบขณะนี้ พบว่าผู้เกี่ยวข้องอาจครอบคลุมทั้งผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้าง และ กสถ. ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้ช่องว่างของ TOR ในการทุจริตการสอบท้องถิ่น
นอกจากนี้ ข้อมูลจากวิบูลย์ยังระบุว่า การทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ แต่พบข้อมูลเชื่อมโยงไปถึงจังหวัดยโสธรและอำนาจเจริญ ทำให้ กมธ.มองว่าปัญหาอาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่และมีมาตั้งแต่อดีต
ย้อนเส้นทางจัดสอบ ตั้งแต่ปี 60 ก่อนเปลี่ยนระบบปี 68
สถ.ได้ชี้แจงเส้นทางการจัดสอบแข่งขันนับตั้งแต่คำสั่ง คสช.ที่ 8/2560 โดยการสอบบรรจุในปี 2560 มีมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้รับจ้าง ปี 2562 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้รับจ้าง และปี 2564 มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้รับจ้าง
การสอบในช่วงดังกล่าวใช้วิธีคัดเลือก ขณะที่การสอบปี 2568 เปลี่ยนมาใช้ระบบอีบิดดิ้ง ทำให้ กมธ.ให้ความสนใจกับความแตกต่างของรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างและกระบวนการจัดสอบในแต่ละช่วงเวลา
ปปง.ไล่ตรวจ 3 กลุ่มใหญ่ ตามรอยธุรกรรมการเงิน
ด้านผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รายงานว่า การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินยังอยู่ระหว่างดำเนินการและต้องใช้เวลาอีกระยะ โดยแบ่งข้อมูลออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- รายชื่อที่ ป.ป.ช.ส่งให้ตรวจสอบ
- รายชื่อผู้ทุจริต 5,925 คน
- รายชื่อที่ ปปง.ได้รับแจ้งจากคณะทำงานของปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งพบข้อมูลการจ่ายเงินค่าสมัครแทนกันเป็นกลุ่มผ่านธนาคารกรุงไทย
อาสพลธ์ ระบุว่า หากต้องการดำเนินคดีย้อนหลัง ปปง.และ ป.ป.ช. ควรตรวจสอบไปถึงผู้บริหารของ สถ. รวมถึงผู้ที่ดำรงตำแหน่งในส่วนเลขานุการ ผู้ช่วยเลขาฯ กสถ. และผู้อำนวยการกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบแข่งขัน โดยเชื่อว่าหากไล่ธุรกรรมย้อนหลังไปถึงปี 2560 น่าจะพบข้อมูลเพิ่มเติม
DSI ตั้งกรรมการสอบ ปมเจ้าหน้าที่ถูกพาดพิงรับเงินนายหน้า
ส่วน DSI ชี้แจงกรณีมีการพาดพิงเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน 1 คน ว่ารับเงินจากนายหน้าในจังหวัดศรีสะเกษว่า ขณะนี้อธิบดี DSI ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแล้ว พร้อมขยายผลไปยังบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง
อาสพลธ์ ระบุว่า อธิบดี DSI ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และย้ำต่อที่ประชุมว่า หากพบการทุจริตและประพฤติมิชอบ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด
เปิดข้อมูล “กบกระโดด” ปี 64 จี้ขยายผลคดีเก่า
อีกประเด็นที่ กมธ.เตรียมขยายผล คือข้อมูลจากคณะกรรมการร่าง TOR ที่ระบุว่า ปัญหาทุจริตไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการสอบปี 2568 แต่มีข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2564 จากกรณีกระดาษคำตอบและกระดาษคำถามไม่ตรงกัน ซึ่งถูกเรียกว่า “รุ่นกบกระโดด”
อาสพลธ์ ระบุว่า กมธ.ต้องการเชิญนิติกรที่ทำคดีในช่วงเวลาดังกล่าว หรือ ‘ผอ. น.’ มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อขยายผลว่าการทุจริตสอบท้องถิ่นมีความเชื่อมโยงต่อเนื่องอย่างไร
เปิดสูตรเรียกเงิน “ซี 2–ซี 3” นายหน้าฟันส่วนต่างหลักแสน
เมื่อถามถึงประเด็นที่มีความชัดเจนที่สุดจากการตรวจสอบ อาสพลธ์ กล่าวว่า ขณะนี้เห็นข้อมูลที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการทุจริต และสิ่งที่หลายฝ่ายต้องการทราบคือรูปแบบการเรียกรับเงิน
ข้อมูลจากผู้ชี้แจงระบุว่า การเรียกรับเงินแบ่งตามระดับตำแหน่ง โดย “ซี 2” มีการจ่าย 5 แสนบาท นายหน้าได้ส่วนต่าง 1 แสนบาทต่อราย ส่วน “ซี 3” มีการจ่าย 6 แสนบาท แต่มีการเรียกจากนายหน้า 8 แสนบาท ทำให้นายหน้าได้ส่วนต่าง 2 แสนบาทต่อราย
เงินดังกล่าวมีการจ่ายผ่านนายหน้าอีกคนซึ่งเป็นเครือข่ายกันก่อนการสอบ โดย กมธ.จะติดตามข้อมูลต่อเนื่องเพื่อรวบรวมผู้เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน และนำผู้ที่ทุจริตเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ข้อมูลพาดพิงสอบเลื่อนตำแหน่งระดับบริหาร มี “โควตา 20 ตำแหน่ง”
อาสพลธ์ ยังเปิดเผยข้อมูลจากผู้ชี้แจงว่า หากการสอบครั้งนี้ดำเนินการสำเร็จทั้ง 5 รายที่มีการจ่ายเงินและสอบผ่านจริง อาจมีความเชื่อมโยงไปถึงการสอบคัดเลือกเลื่อนตำแหน่งระดับบริหาร
โดยผู้ชี้แจงระบุว่า การสอบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดขึ้นครั้งก่อน มีการเรียกรับเงินและนายหน้าในลักษณะเดียวกัน พร้อมให้โควตา 20 ตำแหน่ง แต่ไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ ทำให้โควตาดังกล่าวถูกยกเลิก
กมธ.เตรียมสอบต่อ ปม ปปร. 5 แสน–ใช้รถหลวงภารกิจส่วนตัว
สำหรับการประชุม กมธ.ในสัปดาห์หน้า จะพิจารณาอีก 2 ประเด็น ได้แก่ กรณีผู้บริหารสถาบันพระปกเกล้าถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงิน 5 แสนบาท เพื่อให้มีรายชื่อในหลักสูตร ปปร. และกรณีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ DSI ถูกกล่าวหาว่านำรถหลวงและสิ่งของหลวงไปใช้ในภารกิจส่วนตัว
ตำรวจคุมตัว “นายกเฮง” ตามหมายจับคดีเรียกรับเงินสอบท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ควบคุมตัวประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “นายกเฮง” หรือ “ผู้ใหญ่เฮง” อายุ 62 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ในคดีถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินเพื่อช่วยเหลือให้สอบบรรจุเป็นข้าราชการ
เจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านบางโพ ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงและเขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร
ระหว่างถูกควบคุมตัว ประวิทย์ ระบุว่า ตนเองถูกปลอมแปลงไอดีไลน์ พร้อมยืนยันว่าไม่รู้เรื่องและไม่ได้อยู่ในขบวนการดังกล่าว รวมถึงไม่มีการรับเงินตามที่ถูกกล่าวหา และไม่มีเส้นทางการเงินโอนเข้าบัญชีของตน
เมื่อถูกถามว่าการออกหมายจับแสดงว่าตำรวจมีหลักฐานอื่นหรือไม่ ประวิทย์ ระบุว่าจะขอชี้แจงรายละเอียดภายหลัง พร้อมยืนยันอีกครั้งว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวว่า พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนศาลอนุมัติออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยพฤติการณ์ที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับการเป็นตัวกลางเรียกรับผลประโยชน์ ส่วนรายละเอียดของคดีต้องรอผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นผู้ให้ข้อมูล เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
นายกฯ ย้ำจับตามกฎหมาย
ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี บก.ปปป. จับกุมประวิทย์ หรือ “นายกเฮง” อดีตผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย จ.ศรีสะเกษ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินรวม 650,000 บาท โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย
จากช่องโหว่ TOR สู่การไล่เส้นเงินถึงโครงสร้าง
ปมทุจริตสอบท้องถิ่นกำลังขยับจากการตรวจสอบเฉพาะผู้เรียกรับเงิน ไปสู่การค้นหากลไกและเครือข่ายที่อาจอยู่เบื้องหลัง ตั้งแต่ TOR ผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้าง กระบวนการจัดสอบ นายหน้า ไปจนถึงเส้นทางธุรกรรมทางการเงิน ขณะที่ข้อมูลเรื่อง “กบกระโดด” และข้อกล่าวหาที่โยงกลับไปถึงการสอบในอดีต ทำให้ กมธ.ป.ป.ช.ต้องการขยายผลย้อนหลังอย่างน้อยถึงปี 2560 เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงให้ครบทุกชั้น ส่วนคดี “นายกเฮง” ซึ่งเจ้าตัวยังคงปฏิเสธ ถือเป็นอีกเส้นคดีที่ตำรวจต้องเดินหน้าพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานต่อไป




