เหตุการณ์เพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ได้ทำให้สังคมตั้งคำถามและพูดถึงกฎหมายในการกำกับสถานบริการ ตลอดจนการกำกับดูแลผังเมืองขึ้นมาพูดกันอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อใดที่เมืองขยายตัวจนเกิดความโกลาหล เมื่อนั้น กลไกกฎหมาย ถึงจะถูกเข็นออกมาไล่กวด สำหรับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร กฎหมายหลัก 3 ฉบับ ที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง เบรก และ คันเร่ง ในการ จัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ
ได้แก่ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 และ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ซึ่งต่างมีจุดกำเนิดภายใต้บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในฐานะบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต
พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ภายใต้เงาสงครามเย็น
ในช่วงทศวรรษ 2500 ประเทศไทยภายใต้การนำของ จอมพล ถนอม กิตติขจร ได้เปิดประตูต้อนรับกองทัพสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพถึง 6 แห่ง เพื่อทำสงครามเวียดนาม
ทหารอเมริกันหรือ "จีไอ" (G.I.) นับหมื่นนายหลั่งไหลเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจในฐานะพันธมิตร เงินดอลลาร์สะพัดจนทำให้ธุรกิจกลางคืนบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และ ย่านบันเทิง พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว เกิดผับ บาร์ สเตชั่นเต้นรำ อาบอบนวด และ เมียเช่า
เมื่อสถานบันเทิงยามค่ำคืนกลายเป็นบ่อเกิดของความกังวลด้านศีลธรรม รัฐบาลจึงตัดสินใจประกาศใช้ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ.2509 กฎหมายฉบับนี้ถูกนำมาใช้บังคับใน จังหวัดพระนคร และ จังหวัดธนบุรี ก่อนเป็นลำดับแรก แล้วจึงขยายผลไปยังพื้นที่อื่นผ่าน พระราชกฤษฎีกา
กฎหมายนี้มุ่งควบคุมสถานที่เต้นรำ รำวง และสถานที่ที่มีอาหาร สุรา หรือเครื่องดื่มจำหน่ายโดยมี "ผู้บำเรอ" คอยปรนนิบัติลูกค้าหลังเวลา 22.00 น. นอกเหนือจากการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานและเข้าใช้บริการแล้ว
สิ่งที่สะท้อนถึงยุคสมัยได้อย่างน่าขำขันแกมขันแข็งคือ มาตรา 19 ที่สั่งห้ามมิให้มี "สัตว์ร้าย" เข้าร่วมการแสดงในสภาพที่อาจเกิดอันตรายแก่ผู้ชม ซึ่งบ่งบอกว่าไนท์คลับในยุคนั้นมีการนำสัตว์ป่าแปลกๆ มาแสดงโชว์เพื่อดึงดูดทหารต่างชาติอย่างโลดโผน
พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เหตุจากเพลิงไหม้
เมื่อเมืองหลวงเปลี่ยนจากแนวราบสู่แนวตั้ง ตึกแถว คอนโดมิเนียม และ อาคารสู งเริ่มเข้ามาแทนที่บ้านเรือนไม้แบบดั้งเดิม
แต่กฎหมายเดิมอย่าง พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พ.ศ.2479 และ พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างในเขตต์เพลิงไหม้ พ.ศ.2476 นั้นมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะคุมได้เฉพาะตอนก่อสร้าง แต่ไม่มีอำนาจคุมหลังจากอาคารสร้างเสร็จแล้ว
ขณะที่ในช่วงเวลาก่อนหน้านั้นมีการต่อเติมอาคารอย่างผิดสุขลักษณะและการเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในเขตชุมชน เช่น บริเวณสุขุมวิทและสำเพ็งกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรายวัน
ในสมัยของรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ โดย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่รัฐสภาในขณะนั้น จึงได้พิจารณาผ่าน พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2522
กฎหมายฉบับนี้เป็นผลลัพธ์ของการจัดระเบียบโครงสร้างรัฐครั้งใหญ่ โดยยกเลิกกฎหมายควบคุมอาคาร พ.ศ. 2479 รวมถึงประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 192 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2515 แล้วรวมศูนย์ไว้เป็นฉบับเดียวกัน
เจตจำนงของกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นความมั่นคงแข็งแรง ความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย และการผังเมือง โดยกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้รับน้ำหนัก การติดตั้งระบบดับเพลิง และระบบระบายอากาศอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตามกฎหมายนี้เริ่มบังคับใช้ในท้องที่ที่มีการประกาศใช้ผังเมืองรวมก่อน แล้วค่อยขยายไปยังท้องที่อื่นผ่านกฎกระทรวงและข้อบัญญัติท้องถิ่น
พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ยุคเศรษฐกิจพัฒนา
ในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ประเทศไทยเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจเติบโตอย่างร้อนแรงด้วยอัตราเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 11 ต่อปี
เมืองและนิคมอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างควบคุมไม่ได้ ส่งผลให้เกิด ปัญหาน้ำเสีย ขยะติดเชื้อ และ มลพิษทางสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง กฎหมายสาธารณสุขฉบับเดิมที่มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2484 ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรับมือกับปัญหามลพิษสมัยใหม่ได้
ในยุคที่ อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ผ่านพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ซึ่งประกาศใช้ในวันที่ 5 เมษายน 2535
ความน่าสนใจเชิงประวัติศาสตร์ คือ กฎหมายฉบับนี้ได้ทำการ ยกเลิกพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2484 และ "พระราชบัญญัติควบคุมการใช้อุจจาระเป็นปุ๋ย" ไปพร้อมกัน
การยกเลิกกฎหมายคุมการใช้อุจจาระเป็นปุ๋ยสะท้อนให้เห็นรอยต่อที่ชัดเจนของสังคมไทยที่เปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมพึ่งพาธรรมชาติแบบเดิม ไปสู่สังคมเมืองและอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ
พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 ได้เปลี่ยนวิธีคิดโดยให้อำนาจแก่ "ราชการส่วนท้องถิ่น" ในการออกข้อกำหนดท้องถิ่นเพื่อกำกับดูแลตลาด สุขลักษณะ และประกาศควบคุม "เหตุรำคาญ" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน หรือฝุ่นละอองที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ทำให้ท้องถิ่นกลายเป็นด่านแรกในการปกป้องสุขอนามัยของคนในพื้นที่จากโรงงานและชุมชนเมืองที่แออัด
พัฒนาการของกฎหมายไทยทั้งสามฉบับ ตั้งแต่ปี 2509, 2522 จนถึงปี 2535 แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการในการมอง "ปัญหาเมือง" ของรัฐไทยอย่างเด่นชัด
ในยุคแรกเริ่ม รัฐมองเมืองผ่าน "ความมั่นคง-ศีลธรรมอันดี" จึงพยายามควบคุมพฤติกรรมความรื่นเริงและราตรีสีเทาของโฮสต์คลับในยุคจีไอ
ต่อมาเมื่อ เมืองเริ่มหนาแน่น จนเกิดภัยพิบัติ รัฐจึงต้องเปลี่ยนมา "ควบคุมด้านวิศวกรรม-สถาปัตยกรรม" เพื่อความมั่นคงปลอดภัยเชิงกายภาพ
ในท้ายที่สุด เมื่อความเจริญพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด ในฐานะ ประเทศอุตสาหกรรมใหม่ รัฐจึงหันมาให้ความสำคัญกับ "มลพิษ-สุขอนามัย" ในชีวิตประจำวันของประชาชน
กฎหมายเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงข้อห้ามทางกฎหมาย แต่เป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญที่บันทึกว่า สังคมไทยได้ผ่านพ้นความท้าทายแบบใดมาบ้างในรอบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ในอนาคตต้องรอดูต่อไปว่าในแต่ละรัฐบาลจะปรับตัวโดยใช้กฎหมายอย่างไร ในวันที่โลกเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นมากกว่าเดิม
อ้างอิง
senate / libdoc / thestandard / infocenter / portal / bsa / bangkoknoi /stou / ethesisarchive / parliament / tuda / bsa / dede / erc / hydrolaw / pws / bangkhunsai / khothong / raikaocity / mahidol / faolex / nectec / webnew /



.jpg&w=3840&q=75)

