วันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงมุมมองต่อกรณีกรณีอื้อฉาวของ ‘สมีโชติ’ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมองว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงและเกินขอบเขต โดยเฉพาะการกระทำที่เกิดขึ้นภายในกุฏิและสถานที่ซึ่งควรเป็นพื้นที่สำรวม แม้การทำผิดของคนอาจเกิดจากความเผลอไผลได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการกระทำอย่างเปิดเผยจนขาดความละอายต่อสถานที่และสมณเพศ
วันชัยมองว่า เมื่อดำรงสมณศักดิ์ในระดับพระราชาคณะ ยิ่งต้องมี “หิริโอตัปปะ” หรือความละอายและเกรงกลัวต่อบาปมากกว่าคนทั่วไป เพราะวัดและพระพุทธรูปเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความเคารพ การกระทำลักษณะดังกล่าวจึงไม่เพียงส่งผลต่อตัวบุคคล แต่ยังทำลายศรัทธาที่ประชาชนมีต่อพระพุทธศาสนาด้วย
โยง “ฮั้ว สว.” ปัญหาความดิบทางการเมืองที่โจ่งแจ้ง
วันชัยเปรียบเทียบกรณีดังกล่าวกับปัญหา “ฮั้ว สว.” โดยเห็นว่ามีลักษณะคล้ายกันตรงที่เป็นการกระทำที่โจ่งแจ้งและขาดความละอาย จนถูกมองว่าเป็นลักษณะ “ปล้นกลางแดด” โดยเฉพาะเมื่อมีข้อกล่าวหาว่ามีคนจากพรรคการเมืองและฝ่ายรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง ใช้เงิน ใช้ทอง รวมถึงมีการทำโพยหรือดำเนินการต่าง ๆ อย่างเปิดเผย
เขามองว่า หากผู้มีอำนาจทางการเมืองพยายามเข้าไปควบคุมหรือทำให้ สว. อยู่ในมือของตนเอง นั่นสะท้อนความคิดที่ผิดตั้งแต่ต้น เพราะ สว. ชุดปัจจุบันไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีเหมือน สว. ในอดีต การพยายามเข้าไปแทรกแซงจึงทำให้เกิดคำถามถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงว่าต้องการควบคุมองค์กรอื่นหรือไม่
ตั้งคำถาม ทำไมต้องดึงองค์กรอิสระมาเป็น “พวก”
วันชัยตั้งข้อสังเกตว่า หากนักการเมืองไม่ได้คิดจะทุจริต ไม่คิดจะทำผิดกฎหมายหรือแสวงหาประโยชน์จากอำนาจ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องพยายามนำองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช., กกต. หรือแม้แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาอยู่ในมือหรือเป็นพวกของตนเอง
เขาอธิบายว่า หากคิดจะทุจริตเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือทำผิดทางการเมือง การมีองค์กรอิสระอยู่ในมืออาจถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อช่วยเหลือฝ่ายตัวเองในยามมีปัญหา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิดตั้งแต่ต้น เพราะหน้าที่ของนักการเมืองและรัฐบาลควรเป็นการทำประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่สร้างเครือข่ายเพื่อปกป้องตัวเองจากการตรวจสอบ
“คนมีอำนาจ” ไม่ต้องวิ่งหา สว. เพราะอำนาจดึงคนเข้าหาเอง
อดีต สว. รายนี้ยังเล่าประสบการณ์ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งว่า เมื่อใครมีอำนาจ คนก็จะไหลเข้าไปหาอำนาจนั้นเอง จึงไม่จำเป็นต้องเสียเงินหรือพยายามวิ่งเต้นเพื่อดึง สว. มาเป็นพวก
วันชัยยกกรณีที่เคยพูดคุยกับ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยระบุว่าในช่วงที่ สว. มี 250 คนและมีอำนาจร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี อนุทินเคยเปรียบ สว. เป็นเสมือน “พรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุด” เพราะมีอำนาจต่อการจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อ สว. ชุดปัจจุบันไม่มีอำนาจดังกล่าวแล้ว การพยายามเข้าไปควบคุม สว. จึงเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น และอาจกลายเป็นภาระทางการเมืองของรัฐบาลเอง
เตือนรัฐบาล “เวรกรรมไล่ล่า” หากใช้อำนาจไม่เป็นธรรม
วันชัยกล่าวถึงหลายกรณีที่สังคมกำลังจับตา ทั้งประเด็นการทุจริตสอบท้องถิ่นและกรณีเขากระโดง โดยมองว่าการที่ฝ่ายการเมืองออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้อำนาจหรือไม่ได้เกี่ยวข้อง อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ประชาชนเชื่อ หากข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีลักษณะโจ่งแจ้งและเป็นข่าวใหญ่
เขายังมองว่า หากบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองหรือเป็น สส. โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ควรดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาค้างอยู่เป็นเวลาหลายปี พร้อมตั้งคำถามถึงการใช้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญว่าควรทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ ไม่ใช่ถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ชื่นชม “อนุทิน” เป็นคนมีอัธยาศัย แต่รัฐบาลต้องสร้างทั้งเศรษฐกิจ-ความสงบ-ความร่วมมือ
สำหรับอนุทินนั้น วันชัยระบุว่า จากที่รู้จักและเห็นการทำงาน มองว่าเป็นคนมีอัธยาศัยและเป็นมิตร ไม่ได้มีลักษณะเป็นศัตรูกับใคร พร้อมเปรียบเทียบจุดเด่นของผู้นำแต่ละยุคว่า ทักษิณ ชินวัตร ทำให้บ้านเมืองเดินเร็วและเศรษฐกิจดี ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้บ้านเมืองสงบและมีความนิ่ง ส่วนอนุทินมีลักษณะทำให้ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม วันชัยเห็นว่าประเทศต้องการผู้นำที่สามารถทำให้ทั้ง 3 เรื่องเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้า ประเทศพัฒนาอย่างรวดเร็ว บ้านเมืองสงบ และทำให้ผู้คนสามารถประสานความร่วมมือกันได้ ไม่ใช่เก่งเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
เตือน 14 ก.ย. หากไร้ความเป็นธรรม รัฐบาลอาจสูญศรัทธา
วันชัยกล่าวถึงกรณี “ฮั้ว สว.” และวันที่ 14 กันยายน ที่ กกต.มีกำหนดประชุมเพื่อลงมติให้ส่งคำร้องไปศาลฎีกา เอาผิดกับผู้ที่ถูกร้องทั้ง 229 คนหรือไม่ ซึ่งมองว่าจะเป็นอีกจุดสำคัญ โดยหากกระบวนการดำเนินการไม่มีความเป็นธรรม อาจกลายเป็น “ระเบิดใหญ่” ทางการเมือง พร้อมย้ำว่า หากผู้กระทำผิดอยู่คนละฝ่ายหรือคนละสี ก็ต้องดำเนินการอย่างเสมอภาค ไม่ควรเลือกปฏิบัติ
เขายังฝากถึงนักการเมืองว่าไม่ควรคิดว่า สว. ต้องเป็นพวกของฝ่ายตน กกต. ต้องเป็นพวกของฝ่ายตน หรือองค์กรอิสระใดต้องอยู่ภายใต้การควบคุม เพราะเมื่อองค์กรเหล่านี้มีหน้าที่เป็นอิสระ ก็ควรปล่อยให้ทำหน้าที่โดยไม่เข้าไปแทรกแซง ขณะที่ฝ่ายการเมืองควรดูแลตัวเองไม่ให้กระทำผิดกฎหมาย
วันชัยทิ้งท้ายว่า การทุจริตและการกระทำผิดกฎหมายย่อมกลายเป็น “เวรกรรมไล่ล่า” ผู้มีอำนาจ หากรัฐบาลยังเดินไปในแนวทางที่ทำให้ประชาชนหมดศรัทธา และไม่สามารถสร้างศรัทธากลับคืนมาได้ สุดท้ายรัฐบาลก็อาจต้องเผชิญกับผลทางการเมืองและ “ปลิว” ไปเช่นเดียวกับภาพเปรียบเปรย “จีวรปลิว”
คดีฉาวในวงการพระกับปมร้อนทางการเมือง อาจดูเป็นคนละเรื่อง แต่กลับมีจุดร่วมที่น่าคิด เมื่อ “ความละอาย” ถูกตั้งคำถามควบคู่กับการใช้อำนาจ โดยเฉพาะปม “ฮั้ว สว.” ที่กำลังถูกจับตาอย่างหนัก คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อเส้นบาง ๆ ระหว่างอำนาจกับความชอบธรรมถูกก้าวข้าม ผลที่ตามมาจะย้อนกลับไปถึงใคร?




