อย่าติดหล่มดราม่า! ‘ศึกซักฟอก’ วัดคมฝ่ายค้าน

29 ต.ค. 2569 - 13:04

  • ‘วันวิชิต’ วิเคราะห์ “ศึกซักฟอก” ชี้หัวใจอยู่ที่คุณภาพข้อมูล ไม่ใช่จำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย

  • เตือนปม “เพจ Godd Dam” อาจย้อนลดความน่าเชื่อถือฝ่ายค้าน เปิดช่องรัฐบาลใช้เป็นเกมเบี่ยงประเด็น

  • ย้ำฝ่ายค้านต้องเก็บหมัดเด็ด เปิดหลักฐานให้ตรงจุด อย่าเสียเวลากับดราม่าและเกมการเมืองจนเนื้อหาสำคัญถูกกลบ

อย่าติดหล่มดราม่า! ‘ศึกซักฟอก’ วัดคมฝ่ายค้าน

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นในรายการ “สนามข่าว 96” ถึงกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่เบื้องต้นถูกกำหนดขึ้นระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม โดยมองว่า การกำหนดกรอบเวลาอภิปรายประมาณ 4 วัน และอาจเผื่อไว้อีก 1 วัน เป็นการจัดสรรเวลาที่ตอบโจทย์ทุกฝ่ายได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนวันหรือชั่วโมงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่คุณภาพของข้อมูลและน้ำหนักการตรวจสอบที่ฝ่ายค้านจะนำเสนอต่อประชาชน

จัดสรรเวลา 18 รัฐมนตรี ต้องเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า การอภิปรายรัฐมนตรี 18 คน จำเป็นต้องพิจารณาความเหมาะสมในการจัดสรรเวลา เพราะที่ผ่านมา รัฐมนตรีบางคนถูกอภิปรายไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ขณะที่บางคนใช้เวลาถึงวันครึ่งหรือสองวัน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการถ่วงน้ำหนักระหว่างบุคคลที่ถูกอภิปราย

อย่างไรก็ตาม การกระจายเวลาให้รัฐมนตรีหลายคนอาจมีเหตุผลจากความต้องการให้ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างครอบคลุม ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง ปัญหาสแกมเมอร์ การทุจริต และความโปร่งใส รวมถึงเปิดโอกาสให้ สส. รุ่นใหม่ได้แสดงบทบาทในสภา

แต่การกระจายบทบาทอย่างกว้างขวางก็อาจทำให้เกิดคำถามว่า ฝ่ายค้านให้ความสำคัญกับจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายมากกว่าการเจาะลึกประเด็นหรือไม่ เพราะหากมีข้อมูลแน่นหนาและหลักฐานชัดเจน การอภิปรายเพียงวันเดียวหรือหนึ่งชั่วโมงก็อาจสร้างผลกระทบทางการเมืองได้มากกว่าการใช้เวลายืดเยื้อ

ที่ผ่านมา ประชาชนอาจไม่ได้จดจำรายละเอียดการอภิปรายของรัฐมนตรีทุกคน แต่จะจดจำประเด็นสำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อม หรือเรื่องที่สังคมยังค้างคาใจ โดยเฉพาะกรณีที่รัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายผลทางการเมืองนอกสภา

ปม “เพจ Godd Dam” อาจกลายเป็นจุดอ่อนของฝ่ายค้าน

ผศ.ดร.วันวิชิตประเมินว่า การเลื่อนการอภิปรายอาจทำให้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลมีเวลาตั้งหลัก โดยฝ่ายค้านอาจได้รับประโยชน์จากการที่ประเด็นเพจ Godd Dam ซึ่งแชร์สลิปโอนเงินปลอมที่พาดพิงนายกฯ ยังไม่ถูกนำเข้าสู่เวทีอภิปรายตามกำหนดเดิม

แม้ฝ่ายค้านจะเชื่อมั่นในหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว แต่รัฐบาลสามารถชี้แจงประเด็นนี้ได้อย่างรวดเร็ว หากเรื่องถูกนำไปอภิปรายกลางสภา ก็อาจกลายเป็นจุดที่ทำให้ฝ่ายค้านเสียเปรียบ และเปิดโอกาสให้รัฐบาลใช้ประเด็นดังกล่าวลดทอนความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบเรื่องอื่น ๆ

ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า ประเด็นเพจ Godd Dam ถูกเผยแพร่ในช่วงก่อนการอภิปรายตามกำหนดเดิมวันที่ 27 ตุลาคม จึงอาจส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมือง หากฝ่ายค้านไม่สามารถแยกประเด็นดังกล่าวออกจากการตรวจสอบรัฐบาลได้ ก็อาจทำให้ข้อกล่าวหาอื่น ๆ ถูกตั้งคำถามตามไปด้วย

นอกจากนี้ การถกเถียงเกี่ยวกับตัวตนและความเชื่อมโยงของแอดมินเพจ รวมถึงการเปรียบเทียบว่าคดีใดดำเนินการรวดเร็วหรือคืบหน้าล่าช้า ยังทำให้ประเด็นทางการเมืองเบี่ยงเบนจากเนื้อหาการตรวจสอบที่ควรเป็นหัวใจสำคัญ

ในมุมของรัฐบาล ประเด็นนี้อาจช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากข้อกล่าวหาอื่น และลดน้ำหนักการตรวจสอบของฝ่ายค้านได้ในทางการเมือง แม้จะไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลต่อทุกประเด็นก็ตาม

ประชาชนต้องจับตาข้อมูลใหม่ ไม่ใช่การนำเรื่องเดิมมาตอกย้ำ

เมื่อประเมินถึงสิ่งที่ประชาชนควรคาดหวังจากการอภิปรายครั้งนี้ ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า สิ่งสำคัญคือข้อมูลต้องไม่หมดความสดใหม่หรือกลายเป็นเรื่องที่สังคมรับรู้ไปหมดแล้ว โดยฝ่ายค้านควรเก็บข้อมูลสำคัญไว้เปิดเผยในเวทีอภิปราย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

การนำข้อมูลเดิมมาตัดต่อหรือกล่าวซ้ำโดยไม่มีหลักฐานใหม่เพิ่มเติม อาจไม่ช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับการอภิปราย ขณะเดียวกัน แม้จะมีรัฐมนตรีถูกอภิปรายถึง 18 คน แต่หากมีเพียง 1-2 คนที่ถูกเปิดโปงด้วยข้อมูลและหลักฐานหนักแน่นจนไม่สามารถชี้แจงได้ ก็อาจถือเป็นความสำเร็จของฝ่ายค้านได้แล้ว

ผศ.ดร.วันวิชิตยังมองว่า รูปแบบการอภิปรายครั้งนี้อาจไม่ต่างจากอดีตมากนัก ทั้งการประท้วง การใช้วาทศิลป์ การกล่าวพาดพิง และการขอให้ถอนคำพูด ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะเมื่อมีการต่อรองกรอบเวลาอภิปรายกันอย่างเข้มข้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าการควบคุมเวลาในครั้งนี้จะเคร่งครัด และอาจไม่มีการทดเวลาให้

ฝ่ายค้านจึงควรใช้เวลาอย่างคุ้มค่า หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำเชิงบริภาษหรือการเสียดสีมากเกินไป แม้การเปรียบเทียบหรือการใช้วาทศิลป์จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น และทำให้การอภิปรายมีสีสัน แต่ไม่ควรปล่อยให้ลีลาทางการเมืองบดบังสาระสำคัญ

เปิดโปงพฤติกรรมทุจริต พร้อมจับตาคำชี้แจงของรัฐมนตรี

ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า สิ่งที่จะทำให้ประชาชนติดตามการอภิปรายอย่างใกล้ชิด คือการเปิดเผยพฤติกรรมของนักการเมืองและรัฐมนตรี โดยเฉพาะประเด็นทุจริตที่มีหลักฐานรองรับ ตลอดจนการตรวจสอบว่าผู้ถูกกล่าวหาสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้หรือไม่

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ หากรัฐมนตรีทั้ง 18 คนเลือกใช้แนวทางเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่เรียกว่า “ประวิตรโมเดล” ด้วยการปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยไม่ชี้แจงรายละเอียด ก็อาจกลายเป็นปัญหาทางการเมืองได้

แม้รัฐมนตรีบางคนอาจเห็นว่าข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านไม่มีมูล หรือไม่รู้ว่าจะเริ่มชี้แจงอย่างไร แต่การปฏิเสธโดยไม่มีข้อมูลมาหักล้างย่อมเปิดโอกาสให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ทำหน้าที่ชี้แจงต่อสภา ทั้งนี้ ผศ.ดร.วันวิชิตมองว่า แนวทางดังกล่าวเป็นลักษณะเฉพาะตัวของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่รัฐมนตรีทุกคนจะสามารถนำมาใช้ได้เหมือนกัน

ตั้งคำถามข่าวฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายทั่วไป ม.152

สำหรับกระแสข่าวว่าฝ่ายค้านอาจยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เพิ่มเติม ผศ.ดร.วันวิชิตตั้งคำถามถึงความจำเป็นของแนวทางดังกล่าว เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ซึ่งมีการลงมติ สามารถสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลและเปิดให้เห็นระดับความเชื่อมั่นของรัฐมนตรีแต่ละคนได้โดยตรง

การลงมติไม่เพียงสะท้อนผลการอภิปราย แต่ยังเป็นตัวชี้วัดความสัมพันธ์และความเข้มแข็งของเสียงสนับสนุนภายในพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มักถูกอภิปรายเช่น สุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งต้องจับตาว่าจะได้รับคะแนนสนับสนุนในระดับใด

ผลคะแนนยังอาจสะท้อนว่าใครมีฐานสนับสนุนแข็งแกร่ง ใครมีเสียงสนับสนุนอ่อนลง และอาจนำไปสู่การประเมินความสัมพันธ์ภายในรัฐบาลในทางการเมืองได้

ในทางกลับกัน หากเป็นการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ แรงกดดันต่อรัฐมนตรีอาจลดลง เพราะไม่มีผลคะแนนที่ใช้วัดความไว้วางใจโดยตรง อีกทั้งอาจทำให้รัฐมนตรีบางคนเลือกชี้แจงเอง มอบหมายให้ผู้ที่รู้รายละเอียดเป็นผู้ตอบ หรือไม่ให้ความสำคัญกับการชี้แจงเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า ประเด็นการยื่นญัตติมาตรา 152 ยังเป็นเพียงกระแสข่าวที่ต้องติดตามต่อไป

เวลาจำกัด ฝ่ายค้านต้องหยุดเสียจังหวะกับเกมการเมือง

ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า การเลื่อนการอภิปรายเกิดจากการต่อรองกำหนดเวลาไปมา จนช่วงเดือนพฤศจิกายนมีข้อจำกัดด้านตารางงานของรัฐบาล ขณะที่เมื่อล่วงเข้าสู่เดือนธันวาคม โดยเฉพาะหลังวันที่ 11 ธันวาคม บรรยากาศจะเปลี่ยนไปจากการมีพระราชพิธีสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้อง

ดังนั้น กรอบเวลาระหว่างวันที่ 7-11 ธันวาคม จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดเท่าที่จะจัดสรรได้ และฝ่ายค้านไม่ควรเสียเวลาเจรจาเลื่อนหรือปรับกำหนดการไปมากกว่านี้

ในช่วงประมาณ 5 สัปดาห์ก่อนถึงวันอภิปราย ฝ่ายค้านควรเร่งเตรียมข้อมูลและจัดลำดับประเด็นสำคัญให้ชัดเจน พร้อมพิจารณาว่าประเด็นใดควรตัดจบ ไม่เข้าไปเล่นเกมหรือขยายความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น เพราะหากถูกดึงเข้าสู่ประเด็นดราม่าทางการเมืองทุกเรื่อง ก็อาจทำให้เสียจังหวะ เปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามถ่วงเวลา และลดทอนคุณค่าของข้อมูลที่เตรียมไว้

ท้ายที่สุด ผศ.ดร.วันวิชิตเห็นว่า หัวใจของการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จึงอยู่ที่การรักษาน้ำหนักของข้อมูล การเปิดเผยหลักฐานที่มีคุณภาพ และการมุ่งตรวจสอบประเด็นสำคัญให้ตรงจุด มากกว่าการให้ความสำคัญกับจำนวนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายหรือการต่อสู้ด้วยวาทกรรมทางการเมือง เพราะสิ่งที่จะตัดสินความสำเร็จของฝ่ายค้าน คือการทำให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงและสามารถตรวจสอบคำชี้แจงของรัฐบาลได้อย่างเป็นรูปธรรม

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์