รายการ “สนามข่าว 96” หยิบยกประเด็น TH-AI Passport มาวิเคราะห์ร่วมกับ รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบัน IMC โดยสะท้อนมุมมองจากการทดลองใช้งานจริง ทั้งด้านประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับเครื่องมือ AI ฟรี ความพร้อมในการยกระดับทักษะคนไทย ตลอดจนข้อเสนอให้ประเทศไทยเร่งจัดทำยุทธศาสตร์ AI ที่ชัดเจนและสอดคล้องกับทิศทางเทคโนโลยีโลก
รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบัน IMC และผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล เปิดเผยผลการทดลองใช้งาน TH-AI Passport โดยระบุว่า แม้แพลตฟอร์มจะมีจุดเด่นด้านการรวบรวมโมเดล AI จากหลายผู้ให้บริการไว้ในระบบเดียว และมีรูปแบบการใช้งานที่ไม่ซับซ้อน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องมือ AI ที่มีให้ใช้งานฟรีในปัจจุบัน ยังพบข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลต่อการนำไปใช้งานจริง
ปัจจุบัน TH-AI Passport ยังไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปลงทะเบียนใช้งาน โดยผู้เชี่ยวชาญบางส่วนได้รับสิทธิ์ทดลองใช้งานในช่วงทดสอบระบบ ก่อนที่โครงการจะปิดปรับปรุงเพื่อเตรียมเปิดใช้งานในระยะต่อไป
จุดเด่นมี แต่ยังไม่ตอบโจทย์การทำงานจริง
จากการทดสอบในเชิงวิชาการ รศ.ดร.ธนชาติ ประเมินว่า จุดแข็งของ TH-AI Passport คือการรวบรวมโมเดล AI มากกว่า 30 โมเดลจากหลายค่ายไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงโมเดลที่หลากหลายผ่านหน้าจอเดียว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญในยุคปัจจุบันไม่ใช่จำนวนโมเดล แต่คือความสามารถในการนำ AI ไปช่วยทำงานจริง ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์เอกสารขนาดใหญ่ การสร้างสไลด์อัตโนมัติ การจัดทำรายงาน การสรุปข้อมูลจำนวนมาก หรือการเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อทำงานอย่างต่อเนื่อง
ในมุมมองของเขา หลายความสามารถที่เครื่องมือ AI ฟรีสามารถทำได้ในปัจจุบัน ยังไม่ปรากฏชัดใน TH-AI Passport ทำให้ศักยภาพในการใช้งานจริงยังไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาด
AI เปลี่ยนเร็ว จนโครงการอาจตามไม่ทันโลก
อีกประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ ความรวดเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยี AI นั้น รศ.ดร.ธนชาติ มองว่าช่วงเวลาระหว่างการออกแบบโครงการกับการนำมาใช้งานจริงค่อนข้างยาว ขณะที่โลก AI เปลี่ยนแปลงแทบทุกวัน ส่งผลให้สิ่งที่เคยถือว่าทันสมัยเมื่อหนึ่งปีก่อน อาจไม่ตอบโจทย์ในปัจจุบันอีกต่อไป
เขาประเมินว่า หากนำ TH-AI Passport ไปแจกจ่ายในวงกว้าง ประชาชนอาจใช้ประโยชน์ได้เพียงบางส่วน เช่น การสนทนา การสร้างภาพ หรือการสร้างเนื้อหาเบื้องต้น แต่ยังไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือยกระดับการทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบ
จาก Chatbot สู่ AI Agent โลกกำลังไปอีกขั้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลอธิบายว่า AI ในปัจจุบันพัฒนาไปไกลกว่าการเป็น Chatbot หรือระบบตอบคำถามแล้ว
ในช่วงแรก AI ทำหน้าที่ตอบคำถาม ค้นหาข้อมูล หรือช่วยสรุปเนื้อหาในลักษณะคล้ายเครื่องมือค้นหาอัจฉริยะ
ต่อมา AI พัฒนาเข้าสู่ยุค Co-Pilot ซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการทำงาน เช่น ช่วยเขียนเอกสาร จัดทำรายงาน สรุปประชุม หรือสร้างสไลด์โดยอัตโนมัติ
ขณะที่เทคโนโลยีรุ่นล่าสุดกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI Agent ซึ่งสามารถดำเนินงานแทนมนุษย์ได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน ประสานงาน วิเคราะห์ข้อมูล และส่งมอบผลลัพธ์โดยอัตโนมัติ
เขามองว่า หากประเทศไทยต้องการยกระดับศักยภาพแรงงาน เครื่องมือที่นำมาใช้ควรช่วยให้ประชาชนเรียนรู้และทำงานในระดับดังกล่าว ไม่ใช่เป็นเพียงระบบสนทนาเพื่อตอบคำถามเท่านั้น
ปัญหาไม่ใช่การเข้าถึง AI แต่คือการใช้ให้เกิดประโยชน์
ในการพูดคุยได้มีการอ้างอิงข้อมูลจากงานวิจัยของ Google Gemini ที่สำรวจผู้ใช้งานในภูมิภาคอาเซียน พบว่าคนไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี AI เนื่องจากปัจจุบันมีเครื่องมือฟรีให้เลือกใช้งานจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
รศ.ดร.ธนชาติ ระบุว่า ผู้ใช้งานชาวไทยจำนวนไม่น้อยยังใช้ AI ในลักษณะเพื่อความบันเทิงหรือกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มใช้ AI เพื่อพัฒนาทักษะ เพิ่มผลผลิต และสร้างความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการจึงไม่ใช่เพียงการจัดหาเครื่องมือ AI แต่คือการสร้างทักษะและประสบการณ์การใช้งาน AI ให้กับประชาชนอย่างจริงจัง
เสนอพัฒนา AI เฉพาะทางให้ตอบโจทย์แต่ละอุตสาหกรรม
รศ.ดร.ธนชาติ เสนอว่า หากประเทศไทยต้องการลงทุนด้าน AI ควรมุ่งสู่การพัฒนา AI เฉพาะทางที่ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจสำคัญ
ตัวอย่างเช่น AI ด้านการท่องเที่ยว AI ด้านการเกษตร AI ด้านการแพทย์ หรือ AI สำหรับผู้ประกอบการ SME ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าและประโยชน์เชิงเศรษฐกิจได้โดยตรง
เขามองว่าการแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกด้วยการสร้างแพลตฟอร์ม AI ทั่วไปอาจไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม เนื่องจากผู้ให้บริการรายใหญ่มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วเกินกว่าที่หลายประเทศจะตามทัน
ตั้งคำถามเรื่องอธิปไตยข้อมูลและความคุ้มค่า
อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องอธิปไตยทางข้อมูล หรือ AI Sovereignty
รศ.ดร.ธนชาติ ชี้ว่า โมเดล AI จำนวนมากที่อยู่ในระบบยังคงประมวลผลผ่านโครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ ส่งผลให้ข้อมูลผู้ใช้งานบางส่วนถูกส่งออกไปประมวลผลนอกประเทศ
ในมุมมองของเขา หากเป้าหมายของโครงการคือการสร้างอธิปไตยทางดิจิทัล ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้อมูล ระบบประมวลผล หรือระบบคลาวด์ที่สามารถรองรับการทำงานของ AI ได้ภายในประเทศ
นอกจากประเด็นด้านความปลอดภัยของข้อมูลแล้ว ยังเป็นเรื่องของการสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลและองค์ความรู้ที่ประเทศสามารถนำไปต่อยอดได้ในระยะยาว
ถึงเวลาทบทวน Masterplan AI ประเทศไทย
เมื่อถูกถามถึงอนาคตของโครงการ TH-AI Passport รศ.ดร.ธนชาติ ให้ความเห็นว่า สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะยกเลิกหรือเดินหน้าต่อ แต่คือการกลับมาทบทวนเป้าหมายและยุทธศาสตร์ AI ของประเทศให้ชัดเจนเสียก่อน
เขามองว่าประเทศไทยควรมี Masterplan ด้าน AI ที่กำหนดทิศทางการลงทุน การพัฒนาคน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และบทบาทของภาครัฐอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด
ขณะเดียวกัน นโยบายด้าน AI ควรถูกมองเป็นเรื่องของการพัฒนาประเทศ มากกว่าการเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับคนไทยในระยะยาว
มุมมองของ รศ.ดร.ธนชาติ สะท้อนให้เห็นว่า คำถามสำคัญของ TH-AI Passport อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ทิศทางการพัฒนา AI ของประเทศในภาพรวม
ในวันที่โลกกำลังก้าวสู่ยุค AI Agent อย่างรวดเร็ว ความท้าทายของประเทศไทยไม่ใช่การมีเครื่องมือ AI เป็นของตัวเองเท่านั้น แต่คือการสร้างคนที่มีทักษะในการใช้ AI การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่าจะใช้เทคโนโลยีนี้ขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางใด
ท้ายที่สุด สิ่งที่ควรได้รับความสำคัญมากที่สุด อาจไม่ใช่การสร้างแพลตฟอร์ม AI อีกหนึ่งระบบ แต่คือการสร้างประชาชนที่สามารถใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในโลกอนาคต




