คดี “โกงสอบท้องถิ่น” กำลังขยายวงกว้าง หลังตำรวจกองปราบปรามเตรียมเรียกสอบผู้สอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการกว่า 5,000 คนทั่วประเทศ ขณะที่คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เตรียมเดินหน้าดำเนินการกับผู้ที่ถูกตรวจพบว่าได้รับประโยชน์จากการแก้ไขคะแนนสอบล็อตแรกกว่า 3,000 ราย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการจับกุมผู้ต้องหาหลักในคดี และการขยายผลไปยังบุคคลและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริต ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคดีทุจริตภาครัฐที่สร้างผลกระทบต่อระบบราชการในวงกว้าง
กองปราบฯ เตรียมสอบปากคำข้าราชการกว่า 5,000 คน
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยว่า แนวทางการสืบสวนหลังจากนี้ จะครอบคลุมไปถึงผู้ที่สอบผ่านและได้รับการบรรจุเข้ารับราชการแล้วกว่า 5,000 ราย
เจ้าหน้าที่มีแผนเรียกตัวบุคคลทั้งหมดเข้าสอบปากคำ โดยอาจเสนอให้ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งให้ตำรวจในพื้นที่ทั่วประเทศร่วมดำเนินการสอบสวนตามแนวทางและประเด็นที่กำหนด ก่อนรวบรวมผลส่งกลับมายังส่วนกลางเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคัดแยกผู้ที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบว่าผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่ละรายมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตหรือไม่
‘จ่าพิชิต’ ยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
สำหรับความคืบหน้าการสอบสวนผู้ต้องหาหลัก พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ ระบุว่า จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม หรือ ‘จ่าพิชิต’ ยังคงให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
นอกจากนั้น ยังไม่ให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน โดยแม้แต่คำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลก็ไม่ยินยอมให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ก่อนหน้านี้ แนวทางการสืบสวนของเจ้าหน้าที่เชื่อว่า จ่าสิบตรีพิชิตเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในระดับปฏิบัติการของเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบ
‘ดร.วิน’ รับส่งต่อไฟล์ข้อสอบ แต่ปฏิเสธข้อหา
ด้าน อัศวิน โชติพนัง หรือ ‘ดร.วิน’ แม้จะปฏิเสธข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แต่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี โดยจากการสอบสวน ดร.วิน ให้การว่า ตนเองและ ศตพร ธนพชรโภคิน หรือ ‘จ๋า’ มีหน้าที่รับไฟล์ข้อมูลข้อสอบจากจ่าพิชิต ก่อนนำส่งต่อไปยังบุคคลภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เพื่อดำเนินการแก้ไขข้อมูล
อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 9 จุด แต่ยังไม่พบพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่มีนัยสำคัญต่อการขยายผลคดี
จ่อออกหมายเรียกเพิ่มอีก 15 ราย
ผู้บังคับการปราบปราม เปิดเผยอีกว่า หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะหารือกับผู้บังคับบัญชาเพื่อเสนอออกหมายเรียกบุคคลที่อยู่ภายในบ้านพักซึ่งถูกตรวจค้นรวม 15 ราย ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวยังต้องรอความชัดเจนจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่าจะมอบหมายให้ตำรวจดำเนินการในส่วนนี้หรือไม่
กองปราบฯ ชี้จับตัวการสำคัญได้ภายใน 17 วัน
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า กองปราบปรามสามารถเร่งรัดการสืบสวนจนจับกุมผู้ต้องหาสำคัญได้ภายในเวลาเพียง 17 วัน
โดยได้รับเสียงชื่นชมจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าคดีหลักยังอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. และหาก ป.ป.ช. ต้องการให้กองปราบปรามสนับสนุนการดำเนินคดีในส่วนใดเพิ่มเติม ตำรวจก็พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่
กสถ. เตรียมเช็กบิลผู้ได้รับประโยชน์กว่า 3,000 ราย
อีกด้านหนึ่ง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปิดเผยว่า จะเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อพิจารณาแนวทางดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
เมื่อถูกถามถึงกรณีผู้ที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการแล้วกว่า 3,000 คน ซึ่งพบว่ามีการแก้ไขคะแนนสอบให้สูงขึ้น นายนิรัตน์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ลงนามคำสั่งและกำชับให้เร่งดำเนินการทันที
พร้อมยืนยันว่า หากตรวจสอบพบข้อเท็จจริงและหลักฐานชัดเจนว่ามีการกระทำผิด ก็สามารถดำเนินการเพิกถอนสิทธิหรือดำเนินการตามระเบียบได้ทันที
แจงปมถูกโยงสนิท ‘ดร.วิน’
นิรัตน์ ยังชี้แจงกระแสข่าวมีความใกล้ชิดกับ ดร.วิน หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนี้ โดยยอมรับว่ารู้จักกับ ดร.วิน จริง แต่เป็นเพียงความสัมพันธ์ในลักษณะการรู้จักกันทั่วไป เนื่องจากอีกฝ่ายเป็นบุคคลที่รู้จักคนจำนวนมากและมีมนุษยสัมพันธ์ดี
พร้อมยืนยันว่าไม่เคยว่าจ้าง ดร.วิน ให้ดำเนินงานใด ไม่เคยจัดสรรงบประมาณหรือเปิดช่องทางให้เข้ามารับงานจากหน่วยงานที่ตนรับผิดชอบ และไม่เคยมีความสัมพันธ์ในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางราชการ
ศาลไม่ให้ประกันตัว ชี้เป็นขบวนการกระทบระบบราชการวงกว้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ่าพิชิต, ดร.วิน และ ศตพร ถูกนำตัวฝากขังต่อศาลแล้วทั้งหมด
โดยศาลอาญาอนุมัติหมายจับใน 3 ข้อหา ได้แก่
- ร่วมกันเป็นอั้งยี่และซ่องโจร
- ทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น หรือทำให้เอกสารของผู้อื่นสูญหายหรือไร้ประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188
- นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ปัจจุบันผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครและทัณฑสถานหญิงกลาง หลังศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวน
ศาลให้เหตุผลว่า คดีมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดเป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่กันทำ และมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อบุคคลและระบบราชการในวงกว้าง อีกทั้งยังมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า หากปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องหาอาจหลบหนี เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือกระทำการอันเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน
คดีโกงสอบท้องถิ่นกำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของระบบราชการไทย เมื่อการสืบสวนไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจับกุมผู้ต้องหาหลัก แต่กำลังขยายผลไปสู่ผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการกว่า 5,000 คนทั่วประเทศ และผู้ที่อาจได้รับประโยชน์จากการแก้ไขคะแนนสอบอีกกว่า 3,000 ราย ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิและบทลงโทษในวงกว้าง ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมที่ต้องการเห็นการเอาผิดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมา เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบสอบแข่งขันและหลักความเป็นธรรมในการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐให้กลับคืนมาอีกครั้ง




