เจาะยอดบริจาค 'บุ๋ม ปนัดดา’ ไล่สอบเส้นเงิน ‘องค์กรทำดี’ เร่งสรุปผลภายใน 9 พ.ย

2 พ.ย. 2569 - 12:54

  • ยอดเงินบริจาค ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ พุ่งเกือบ 1,000 ล้านบาท

  • ผบช.ก. สั่งไล่ตรวจสอบเส้นทางการเงินย้อนหลังทุกมิติ ทั้งการใช้จ่ายและการบริหารเงิน

  • ย้ำพบหลักฐานเชื่อมโยงถึงใคร ดำเนินคดีทั้งหมด จ่อความชัดเจน 9 พ.ย. นี้

เจาะยอดบริจาค  'บุ๋ม ปนัดดา’ ไล่สอบเส้นเงิน ‘องค์กรทำดี’  เร่งสรุปผลภายใน 9 พ.ย

'พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย' ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยถึงความคืบหน้าทางคดี หลัง 'บุญยนุช แสงศรี' หรือ 'ออยศรี' เจ้าของเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ออยศรีและผองเผือก' เข้าแจ้งความต่อ มูลนิธิองค์กรทำดี ซึ่งมี 'ปนัดดา วงศ์ผู้ดี' หรือ 'บุ๋ม ปนัดดา' เป็นประธานมูลนิธิ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ใน 3 ข้อกล่าวหา คือ ฉ้อโกงประชาชน / ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ / และความผิดฐานฟอกเงิน  

โดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า หลัง คุณออยศรี แจ้งความร้องทุกข์ และให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวน ตนได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมในหลายประเด็น โดยในช่วงบ่ายวันนี้จะมีการประชุมร่วมกับคณะทำงานอีกครั้ง เพื่อพิจารณาข้อมูลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่าไม่เกินวันจันทร์หน้า (9 พ.ย. 69) จะมีความชัดเจนเกี่ยวกับคดีดังกล่าว 

เมื่อถามว่า จากการสืบสวนเบื้องต้นพบพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายความผิดใดบ้าง พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ อธิบายว่า ต้องตรวจสอบว่ามีการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบข้อกำหนดและเงื่อนไขการบริหารเงินของมูลนิธิ โดยเฉพาะอำนาจของประธานมูลนิธิในการอนุมัติใช้จ่ายเงินว่า สามารถอนุมัติได้ในวงเงินเท่าใด หากมีการใช้จ่ายเกินวงเงินที่กำหนดและต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการมูลนิธิ ก็ต้องตรวจสอบว่าได้มีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการและได้รับอนุมัติอย่างถูกต้องตามขั้นตอนหรือไม่ 

โดยประเด็นดังกล่าวถือเป็นเรื่องการปฏิบัติตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของมูลนิธิ ซึ่งมีกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยกำกับดูแลอยู่ จึงต้องตรวจสอบว่าการดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายหรือไม่ 

ส่วนข้อสงสัยว่าจะเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่นั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า หากตรวจสอบพบว่ามีการนำทรัพย์สินไปยักย้าย ถ่ายเท เปลี่ยนแปลง หรือส่งต่อให้บุคคลหรือกลุ่มบุคคลอื่นดำเนินการ ก็จะต้องนำพฤติการณ์ดังกล่าวมาพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ โดยต้องยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจริงเป็นหลัก 

สำหรับประเด็นจำนวนเงินหมุนเวียนและยอดเงินบริจาคของมูลนิธิ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เปิดเผยว่า จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่ามีการดำเนินกิจกรรมมาตั้งแต่ประมาณปี 2562 ทั้งในส่วนบุคคลและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิ ขณะที่มูลนิธิมีการจดทะเบียนจัดตั้งประมาณปี 2567 จึงต้องตรวจสอบข้อมูลทางการเงินย้อนหลังให้ครอบคลุมช่วงเวลาดังกล่าว 

ส่วนยอดเงินบริจาคที่ได้รับนั้น ระบุว่า จากข้อมูลที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนพบว่ามีจำนวนค่อนข้างสูง เนื่องจากมีทั้งบุคคลมีชื่อเสียง ดารา และประชาชนร่วมบริจาคเงินเข้ามาเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลเบื้องต้นยอดเงินระดับ หลัก 100 ล้าน ไปจนถึงเกือบ 1,000 ล้านบาท 

เมื่อถามถึงกรณีที่ออยศรีเป็นผู้บริจาคเงินจำนวน 1,000 บาท แต่มีการกล่าวถึงมูลค่าความเสียหายที่อาจสูงกว่านั้นมาก พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ อธิบายว่า หากตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนจริง ผู้ที่หลงเชื่อ และโอนเงินบริจาคย่อมอาจเข้าข่ายเป็นผู้เสียหาย ไม่ว่าจะบริจาคเงินจำนวน 5 บาท 10 บาท 1,000 บาท หรือหลักล้านบาทก็ตาม เพราะหากเป็นการหลอกลวงประชาชนจริง จำนวนเงินที่โอนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ทั้งหมดต้องพิสูจน์จากพยานหลักฐานก่อน 

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าอาจมีบุคคลเพียงรายเดียวต้องรับผิดชอบในคดีนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า หากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด ก็จะดำเนินคดีกับบุคคลนั้นทั้งหมด โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นบุคคลใดหรือมีจำนวนกี่ราย 

เมื่อถามว่า ภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้าจะมีการออกหมายเรียกหรือหมายจับผู้เกี่ยวข้องหรือไม่ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน จำนวนกรรมที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงมูลค่าความเสียหาย และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับการเชิญผู้ถูกกล่าวหา และบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ข้อมูลนั้น พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานจากข้อมูลที่ออยศรีนำมาแจ้งความ ทั้งนี้ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชน หากบุคคลใดที่มีข้อมูล ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีนั้น ก็สามารถเดินทางเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนได้ 

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวย้ำว่า การดำเนินคดีต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายผู้ร้อง มูลนิธิองค์กรทำดี และคุณบุ๋มปนัดดา โดยทุกขั้นตอนต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานเป็นสำคัญ พร้อมยืนยันกับประชาชนว่า ตำรวจสอบสวนกลางจะตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างครบทุกมิติ ทั้งเรื่องการเงินส่วนบุคคล เงินบริจาคที่ได้รับ ตลอดจนการบริหารจัดการมูลนิธิ ว่ามีขั้นตอนใดดำเนินการไม่ถูกต้องหรือขัดต่อกฎหมายหรือไม่. 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์