‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ ปิดฉาก เมื่อคนดูเปลี่ยนแพลตฟอร์ม ใครจะอยู่รอดในวงการทีวี?

20 ต.ค. 2569 - 12:55

  • ‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ ประกาศยุติกิจการ 30 พฤศจิกายน 2569 หลังขาดทุนสะสมต่อเนื่องท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่กดดันธุรกิจ

  • จากยุคทองของรายการโทรทัศน์สู่วันที่ผู้ชมเลือกเสพคอนเทนต์ได้หลากหลายแพลตฟอร์ม ทั้ง YouTube, TikTok และบริการสตรีมมิง

  • อนาคตของธุรกิจผลิตรายการอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่างทีวีกับออนไลน์ แต่อยู่ที่การปรับโมเดลธุรกิจให้เข้ากับพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป

‘บอร์น ออพเปอเรชั่น’ ปิดฉาก เมื่อคนดูเปลี่ยนแพลตฟอร์ม ใครจะอยู่รอดในวงการทีวี?

การประกาศยุติกิจการของ บริษัท บอร์น ออพเปอเรชั่น จำกัด ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจบันเทิงไทยมาอย่างยาวนาน กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ชวนให้ตั้งคำถามถึงอนาคตของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทย เมื่อธุรกิจที่เคยเติบโตไปพร้อมกับยุคทองของรายการทีวีต้องเผชิญกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้ชม

บริษัทฯ ซึ่งมี ‘ต๋อย’ ไตรภพ ลิมปพัทธ์ เป็นผู้บริหารคนสำคัญ ประกาศยุติกิจการและหยุดดำเนินธุรกิจทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 หลังประสบภาวะขาดทุนสะสมต่อเนื่อง โดยระบุว่าสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำและชะลอตัวอย่างรุนแรงส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินและความสามารถในการดำเนินธุรกิจ พร้อมประกาศเลิกจ้างพนักงานทุกตำแหน่งและทุกแผนกตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง

แม้การตัดสินใจครั้งนี้จะมีสาเหตุโดยตรงจากสถานการณ์ทางธุรกิจของบริษัท แต่เมื่อมองในภาพใหญ่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอุตสาหกรรมโทรทัศน์กำลังเผชิญโจทย์สำคัญจากการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล ทั้งการแข่งขันแย่งชิงผู้ชม การเปลี่ยนแปลงของเม็ดเงินโฆษณา และความท้าทายในการสร้างรายได้จากคอนเทนต์ที่ผลิตขึ้น

จากยุคทองของรายการทีวีสู่วันที่คนดูมีทางเลือกมากกว่าเดิม

หากพูดถึงผลงานของไตรภพ ลิมปพัทธ์ หลายคนอาจนึกถึงรายการที่สร้างภาพจำให้กับวงการโทรทัศน์ไทย ไม่ว่าจะเป็น ‘ฝันที่เป็นจริง’ ‘ทไวไลท์โชว์’ ‘เกมเศรษฐี’ และ ‘ลับเฉพาะคนรู้ใจ’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลงานในเส้นทางผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ของเขา

ในเวลาต่อมายังมีรายการอย่าง ‘ทูไนท์โชว์’ ‘ทูเดย์โชว์’ และ ‘ครัวคุณต๋อย’ ที่ทำให้ชื่อของไตรภพยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้ชม อย่างไรก็ตามรายการเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับบริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอทด์ และธุรกิจในเครือ จึงไม่ควรเหมารวมว่าเป็นผลงานที่ผลิตโดยบริษัท บอร์น ออพเปอเรชั่น จำกัด ทั้งหมด

รายการโทรทัศน์ในยุคก่อนเคยเป็นศูนย์กลางของความบันเทิง ผู้ชมจำนวนมากติดตามรายการเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ผู้ผลิตสามารถวางแผนการผลิตและสร้างรายได้ผ่านการขายโฆษณา การขายเวลาออกอากาศ และความร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ

แต่วันนี้ภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างมาก ผู้ชมสามารถเลือกดูรายการย้อนหลังบน YouTube รับชมคลิปสั้นบน TikTok หรือเสพคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลาออกอากาศตามผังรายการอีกต่อไป

เมื่อผู้ชมมีทางเลือกมากขึ้นการแข่งขันจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระหว่างสถานีโทรทัศน์อีกต่อไป แต่รวมถึงผู้ผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ และแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ต่างต้องการเวลาจากผู้ชมเช่นเดียวกัน

เมื่อคนดูเปลี่ยนเม็ดเงินโฆษณาก็เปลี่ยนตาม

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์คือรายได้จากโฆษณาซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการหล่อเลี้ยงต้นทุนการผลิต ตั้งแต่ค่าบุคลากร ทีมงานเบื้องหลัง อุปกรณ์ สตูดิโอ ไปจนถึงการพัฒนารูปแบบรายการใหม่ ๆ

เมื่อผู้ชมกระจายตัวไปตามแพลตฟอร์มต่างๆ ผู้ลงโฆษณาก็มีทางเลือกในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นเช่นกัน แบรนด์สามารถใช้งบประมาณกับโฆษณาดิจิทัล จ้างครีเอเตอร์ทำคอนเทนต์ หรือสร้างแคมเปญที่วัดผลได้โดยตรง แทนการพึ่งพาการซื้อโฆษณาทางโทรทัศน์แบบเดิมเพียงอย่างเดียว

สำหรับผู้ผลิตรายการนี่หมายถึงการแข่งขันที่ซับซ้อนขึ้น เพราะนอกจากต้องสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจแล้วยังต้องตอบโจทย์ผู้สนับสนุนและทำให้รายการมีมูลค่าทางธุรกิจเพียงพอที่จะดำเนินต่อไปได้

ยิ่งไปกว่านั้นการที่คอนเทนต์สามารถเผยแพร่บนโลกออนไลน์ได้ไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตจะมีรายได้มากขึ้นโดยอัตโนมัติ ยอดรับชมจำนวนมากอาจไม่เพียงพอสำหรับชดเชยต้นทุนการผลิต หากไม่มีโมเดลรายได้ที่เหมาะสมมารองรับ

ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การผลิตรายการให้มีคนดูเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้คอนเทนต์สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ใครจะอยู่รอดในวันที่ความบันเทิงไม่ได้ผูกติดกับจอโทรทัศน์?

การปิดกิจการของบริษัทผลิตรายการหนึ่งแห่งอาจไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยกำลังถึงจุดจบ แต่เป็นอีกกรณีที่สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับแรงกดดันหลายด้านพร้อมกันทั้งต้นทุนการผลิต สภาพเศรษฐกิจ และการแข่งขันที่ไม่ได้จำกัดอยู่ในสื่อรูปแบบเดิม

ทางรอดของธุรกิจผลิตรายการในวันนี้จึงอาจไม่ใช่การเลือกระหว่างโทรทัศน์กับออนไลน์ แต่เป็นการหาวิธีทำให้คอนเทนต์หนึ่งชิ้นสามารถสร้างมูลค่าได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่รายการฉบับเต็มบนโทรทัศน์และ YouTube การต่อยอดเป็นคลิปสั้น การสร้างฐานแฟนคลับ หรือการพัฒนารายได้จากกิจกรรมและลิขสิทธิ์

อย่างไรก็ตามการปรับตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกบริษัท เพราะแต่ละแห่งมีขนาดธุรกิจ เงินทุน บุคลากร และความสามารถในการเข้าถึงผู้สนับสนุนแตกต่างกัน การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ได้รับประกันว่าทุกคนจะสามารถไปต่อได้แม้ความต้องการคอนเทนต์ของผู้ชมจะยังคงมีอยู่ก็ตาม

ท้ายที่สุดกรณีของบอร์น ออพเปอเรชั่นจึงชวนให้มองไกลกว่าการปิดตัวของบริษัทแห่งหนึ่ง เพราะในวันที่ผู้คนยังบริโภคความบันเทิงผ่านหน้าจอมากมาย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าคนดูยังต้องการรายการโทรทัศน์หรือไม่ แต่คือธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังรายการเหล่านั้นจะสร้างรายได้และปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร

เพราะในวันที่ความบันเทิงยังคงอยู่แต่ช่องทางและพฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไป คนที่ต้องหาคำตอบให้ได้ก่อนอาจไม่ใช่คนดู แต่เป็นผู้ผลิตที่ต้องหาทางทำให้ธุรกิจของตัวเองอยู่รอดต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์