ฉะเชิงเทราไม่ต่อใบอนุญาต “สุสานยิวบางคล้า“ ย้ายศพออกแล้ว คดีอยู่ศาลปกครองระยอง

3 ก.ย. 2569 - 18:05

  • สุสานยิวบางคล้า เคยได้รับอนุญาต ไม่ใช่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น แต่จังหวัดมีมติไม่ต่ออายุใบอนุญาตในปี 2567 เพราะที่ตั้งไม่ผ่านหลักเกณฑ์เกี่ยวกับถนนและแหล่งน้ำ

  • ล่าสุดย้ายศพออกหมดแล้ว จังหวัดยืนยันมีการฝังระหว่างใบอนุญาตมีผล 1 ราย ไม่ใช่ 3 ราย และปัจจุบันไม่มีศพอยู่ในพื้นที่

  • คดียังไม่สิ้นสุด มหาดไทยไม่รับอุทธรณ์เพราะยื่นเกินกำหนด ไม่ใช่การวินิจฉัยเนื้อหา ขณะนี้ข้อพิพาทอยู่ในศาลปกครองระยอง

ฉะเชิงเทราไม่ต่อใบอนุญาต “สุสานยิวบางคล้า“ ย้ายศพออกแล้ว คดีอยู่ศาลปกครองระยอง

กรณี “สุสานยิวแห่งใหม่” ในจังหวัดฉะเชิงเทรากลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่าโครงการตั้งเป้ารองรับหลุมฝังศพราว 1,200 หลุม สำหรับระยะเวลา 50 ปี ท่ามกลางความกังวลของชาวบ้านเรื่องที่ตั้งใกล้ถนนสาธารณะ คลองและระบบน้ำที่เชื่อมกับพื้นที่เกษตร

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบสถานะล่าสุด พบว่า ไม่ใช่การเพิ่งสั่งปิดในวันนี้ (3 กันยายน 2569)แต่เป็นผลต่อเนื่องจากกระบวนการไม่ต่ออายุใบอนุญาตตั้งแต่ปี 2567 การไม่รับอุทธรณ์ในปี 2568 และคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

จังหวัดยืนยันเคยมีใบอนุญาต…แต่ไม่ผ่านการต่ออายุ

ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า มีผู้ดำเนินการชาวไทยยื่นคำขอใบอนุญาตจัดตั้งสุสานและฌาปนสถานในปี 2564 สำหรับพื้นที่ชื่อ “JEWISH CEMETERY THAILAND” ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า

ข้อมูลของจังหวัดระบุว่า สิ่งปลูกสร้างเริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2565 และแล้วเสร็จราวเดือนตุลาคม 2566 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 คณะกรรมการกลั่นกรองตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขสุสานและฌาปนสถานมีมติเอกฉันท์ว่า ที่ตั้งไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2543 จึงเห็นว่าไม่ควรต่ออายุใบอนุญาต

เหตุผลสำคัญที่จังหวัดระบุ ได้แก่ พื้นที่ติดถนนสนามช้าง–หนองโสน ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นทางหลวงท้องถิ่น มีลำรางหรือคลองสาธารณะใช้ระบายน้ำและส่งน้ำเข้าสวนและบ่อเลี้ยงกุ้ง รวมถึงมีทางน้ำและพื้นที่แหล่งน้ำโดยรอบ ขณะที่บริเวณใกล้เคียงมีชุมชน โรงเรียนบ้านหนองโสน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเสม็ดใต้ ศาลาประชาคม และพื้นที่เกษตร

ขณะที่พระราชบัญญัติสุสานและฌาปนสถาน พ.ศ.2528 กำหนดให้ทั้งการจัดตั้งและการดำเนินการสุสานต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ใบอนุญาตมีอายุถึงวันที่ 31 ธันวาคมของปีที่สามนับแต่ปีที่ออก และผู้ถูกปฏิเสธการออกหรือต่อใบอนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยภายใน 30 วันนับแต่ทราบคำสั่ง

สำหรับสุสานที่มีการฝังศพ กฎกระทรวง พ.ศ. 2543 กำหนดให้ที่ตั้งอยู่ห่างจากถนนที่ประชาชนใช้สัญจรสาธารณะอย่างน้อย 50 เมตร และห่างจากทางน้ำ คลอง หรือแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์อย่างน้อย 400 เมตร แต่หากมีระบบป้องกันกลิ่นและสิ่งปฏิกูลรั่วไหล ระยะจากทางน้ำต้องไม่น้อยกว่า 100 เมตร

นอกจากนี้ยังต้องไม่อยู่ในป่าต้นน้ำ เขตท่องเที่ยว เขตนันทนาการ เขตอนุรักษ์ หรือพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ดังนั้น ประเด็นทางกฎหมายของคดีนี้อยู่ที่คุณสมบัติของ “สถานที่ตั้ง” และกระบวนการอนุญาต ไม่ใช่การพิจารณาจากศาสนาหรือสัญชาติของผู้ใช้สุสาน

ภายหลังคำสั่งไม่ต่อใบอนุญาต ผู้ดำเนินการมอบอำนาจให้ทนายความยื่นอุทธรณ์ผ่านอำเภอบางคล้า จังหวัดตรวจสอบเพิ่มเติมและยังเห็นพ้องกับอำเภอว่าไม่ควรต่อใบอนุญาต ก่อนส่งเรื่องให้กรมการปกครองเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 กรมการปกครองแจ้งว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณา เพราะยื่นเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด พร้อมแจ้งสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ปัจจุบันผู้ดำเนินการใช้สิทธิดังกล่าวและคดีอยู่ในกระบวนการของศาลปกครองระยอง ซึ่งการ “ไม่รับอุทธรณ์” ครั้งนี้เป็นการวินิจฉัยเรื่องกำหนดเวลา มิใช่คำพิพากษาถึงที่สุดในเนื้อหาว่าที่ตั้งชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการยื่นฟ้องศาลก็ยังไม่เท่ากับว่าผู้ฟ้องชนะคดี

ข้อมูลที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้บางส่วนระบุว่ามีการฝังแล้ว 3 ราย แต่คำชี้แจงล่าสุดของจังหวัดระบุว่า ในช่วงที่ใบอนุญาตยังมีผล มีการฝังเพียง 1 ราย และภายหลังได้ย้ายศพออกนอกพื้นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันไม่มีศพฝังอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ตามธรรมเนียมยิว การฝังศพถือเป็นหน้าที่ทางศาสนาที่สำคัญ โดย Chevra Kadisha หรือคณะผู้ดูแลศพ ทำหน้าที่เตรียมศพและประกอบพิธีให้เป็นไปตามหลักศาสนา เว็บไซต์ Jewish Community of Thailand ระบุถึงการประกอบพิธีอุทิศพื้นที่ฝังศพแห่งใหม่ใกล้กรุงเทพฯ ในจังหวัดฉะเชิงเทราตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 ซึ่งชุมชนชาวยิวในไทยเดิมใช้สุสานบนถนนเจริญกรุง ซึ่งอยู่ติดกับสุสานโปรเตสแตนต์กรุงเทพฯ แหล่งข้อมูล International Jewish Cemetery Project ระบุว่า สุสานยิวบริเวณนี้ประกอบพิธีอุทิศในเดือนสิงหาคม 2540 หลังจากก่อนหน้านั้นมีชาวยิวบางส่วนฝังในสุสานโปรเตสแตนต์

โครงการระดมทุนของ Jewish Community of Thailand ระบุว่า พื้นที่ใหม่ ออกแบบให้มีประมาณ 1,200 แปลง และรองรับการฝังได้ราว 50 ปี เท่ากับสมมติฐานเฉลี่ยประมาณ 24 รายต่อปี ตัวเลขนี้เป็น “เป้าหมายความจุของโครงการ” ไม่ใช่จำนวนศพที่ฝังแล้ว และไม่ใช่จำนวนที่หน่วยงานไทยอนุมัติให้ดำเนินการในปัจจุบัน

พื้นที่ที่ใช้ยื่นขออนุญาตหลังแบ่งโฉนดเหลือ 6 ไร่ 20 ตารางวา หรือประมาณ 9,680 ตารางเมตร หากหารด้วย 1,200 แปลง จะมีพื้นที่เฉลี่ยขั้นต้นราว 8.1 ตารางเมตรต่อแปลง แต่เป็นเพียงการคำนวณเชิงประมาณที่ยังไม่หักถนน ทางเดิน อาคาร และพื้นที่ระบบสาธารณูปโภค จึงไม่ควรใช้ยืนยันผังจริงโดยไม่มีเอกสารโครงการ

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า เมื่อปี 2566 เคยมีชาวบ้านราว 60 คนรวมตัวคัดค้านการนำศพเข้าฝัง โดยกังวลเรื่องระยะห่างจากชุมชนและการเชื่อมต่อกับระบบน้ำเพื่อการเกษตร อำเภอบางคล้า จึงลงพื้นที่ตรวจสอบ และต่อมาใช้ข้อเท็จจริงเรื่องถนนและคลองสาธารณะประกอบการพิจารณาไม่ต่ออายุใบอนุญาต

ล่าสุดจังหวัดฉะเชิงเทรายังได้กำชับนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้านให้ตรวจตราพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันข้อพิพาทยังไม่สิ้นสุดเพราะคดีอยู่ในศาลปกครองระยอง ประเด็นสำคัญต่อจากนี้ ที่ต้องติดตามคือศาลจะรับฟ้องและมีคำสั่งหรือคำพิพากษาอย่างไร มีคำขอทุเลาการบังคับคำสั่งทางปกครองหรือไม่ และผู้ดำเนินการจะเสนอแก้ไขผังหรือหาพื้นที่อื่นที่ผ่านเกณฑ์กฎหมายหรือไม่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์