จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างอนุบัญญัติปลดล็อก 8 ธุรกิจบริการ ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้โดยไม่ต้องขออนุญาต กำลังถูกตั้งถามจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะประเด็นความหละหลวมของข้อกฎหมายเดิมที่อาจกลายเป็นช่องโหว่ เอื้อให้กลุ่มทุนเทาแฝงตัวเข้ามาทำสิ่งผิดกฎหมายได้ง่ายขึ้น สะท้อนจากภาพการจับกุมกลุ่มทุนเทาที่จังหวัดเชียงใหม่
สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ มีปัญหาเกี่ยวกับกลุ่มทุนเทา ที่เข้ามาใช้สถานที่ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่ใช้ในการหลอกเหยื่อ รวมทั้งปัญหาเกี่ยวกับนอมีนี ไกด์เถื่อน นอมีนีรับซื้อบ้านอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งยังเคยพบเเละสืบทราบว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ
ในครั้งนั้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนได้ 15 คน และชาวเมียนมาอีก 2 คน พร้อมยึดของกลางคอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง และโทรศัพท์มือถืออีก 26 เครื่อง โดยทั้งหมดมีพฤติการณ์ร่วมกันหลอกลวงชาวจีนให้ลงทุนผ่านแอปพลิเคชันต้มตุ๋น มีผู้เสียหายหลงเชื่อมากกว่า 1 แสนราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านหยวน หรือคิดเป็นเงินไทยสูงถึง 500 ล้านบาท
ล่าสุด จับกุมผู้ต้องหา อีก 15 คน สัญชาติจีน และ เมียนมา เช่าบ้านพักหรู ในอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นศูนย์บัญชาการคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงคนจีน สามารถตรวจยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือ รวมกว่า 80 เครื่อง แม้เป้าหมายจะไม่ได้เป็นคนไทยโดยตรง แต่การใช้ไทยเป็นฐานบัญชาการ ถือเป็นภัยความมั่นคงที่มองข้ามไม่ได้

พล.ต.ต. ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 เปิดเผยว่า ขบวนการดังกล่าว กลุ่มทุนจีนเทา มักใช้ประเทศไทยเป็นฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเหยื่อชาวจีนด้วยกัน จากการตรวจสอบหลายๆ คดี มักจะพบว่า กลุ่มคนจีนที่เข้ามามักจะถือวีซ่านักท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน กลุ่มที่อยู่เกินกำหนดหรือโอเวอร์สเตย์ และบางส่วนลักลอบเข้าเมืองโดยไม่มีข้อมูลในระบบ ซึ่งยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังมีอีกหลายจุดที่ต้องตรวจสอบ
ด้าน พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนและสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 4 กล่าวว่า หากเราดูข้อมูลอย่างละเอียดในปัจจุบันพบว่า สถิติการแจ้งความคดีออนไลน์ในไทยจะเริ่มลดลงจากการปราบปรามอย่างเข้มงวดของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการทำงานเชิงรุกของตำรวจไซเบอร์ ที่จะต้องตามให้ทันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อยับยั้ง และลดความเสียหายของการก่ออาชญากรรมให้ได้มากที่สุด
“แต่การปรับเปลี่ยนรูปแบบของอาชญากรข้ามชาติที่หันมาใช้นอมินี หรือเช่าโครงข่ายและพื้นที่ในไทยเป็นฐานหลอกลวงต่างชาติ ก็ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง”



ขณะที่ รศ.นิสิต พันธมิตร ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรีที่อนุมัติหลักการร่างอนุบัญญัติ 2 ฉบับ ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เพื่อยกเว้นธุรกิจบริการ 8 ประเภท ให้ต่างชาติเข้ามาดำเนินการได้โดยไม่ต้องขออนุญาต นั้น
“แม้รัฐบาลจะระบุว่า มาตรการนี้มุ่งอำนวยความสะดวกในการลงทุน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในธุรกิจที่คนไทยพร้อมสู้แล้ว แต่ในมุมกลับกัน ธุรกิจบริการบางประเภท โดยเฉพาะด้านการเงิน โทรคมนาคม และการเช่าพื้นที่ติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ อาจกลายเป็นช่องว่างสำคัญที่ทำให้กลุ่มทุนเทาเข้ามาหากไม่มีมาตรการคัดกรองที่รัดกุมพอ”
“เพราะภาวะที่เราเจอเรื่องของสแกมเมอร์มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ส่วนของการไตร่ตรอง เราจะมองว่าเป็นข้อขัดแย้งหรือจะเป็นการส่งเสริม ซึ่งการตรวจสอบอาจจะเป็นมาตรการที่ละเอียดและถี่ถ้วน และเป็นเคสบายเคส คดีที่ผ่านมาจะเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าทุนเทาพร้อมจะแฝงตัวเข้ามาในคราบผู้ประกอบการตลอดเวลา”

รศ.นิสิต กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนจีนที่เข้ามาเปิดกิจการในเชียงใหม่มีปริมาณมากและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ร้านค้า ร้านอาหาร และการท่องเที่ยว ซึ่งมักกระจายตัวอยู่ในย่านเศรษฐกิจหลัก เช่น อำเภอเมืองเชียงใหม่ สันกำแพง และหางดง เกิดการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับการลงทุนของกลุ่มทุนจีนในจังหวัดเชียงใหม่ คาดว่ามีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่าหลายพันล้านบาท โดยมีข้อมูลประเมินว่า เฉพาะมูลค่าการซื้อและเปลี่ยนมือในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรมขนาดเล็ก-กลาง และอสังหาริมทรัพย์ระดับท้องถิ่นที่ถูกตรวจสอบพบมีมูลค่าทะลุเกินกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลนี้ยังไม่รวมกับกลุ่มทุนจีนสีเทาที่แฝงตัวเข้ามาประกอบธุรกิจนอมินี ในจังหวัดเชียงใหม่





