กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์สำหรับเรื่องราวของ “พ่อลูกตาทิพย์” หลังมีการเผยแพร่คลิปเด็กปิดตาขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนนจนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของเด็กและผู้ใช้รถใช้ถนน ขณะที่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ออกมาเคลื่อนไหว เตรียมยื่นหนังสือถึงกระทรวง พม. ให้เข้ามาตรวจสอบกรณีดังกล่าว
ย้อนที่มา “เด็กตาทิพย์” คือใคร?
ก่อนจะมาถึงดรามารอบล่าสุดต้องย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ “เด็กตาทิพย์” กันก่อน ย้อนไปเมื่อปี 2567 โลกออนไลน์เคยฮือฮากับ “น้องโก๊ะ” เด็กชายวัย 11 ปี จาก จ.เพชรบูรณ์ หลังมีการเผยแพร่คลิปการทดสอบความสามารถโดยอ้างว่าเด็กสามารถทายสิ่งของ ตัวเลขบนธนบัตร รวมถึงทำกิจกรรมบางอย่างได้แม้ปิดตาอยู่ หนึ่งในภาพที่สร้างความฮือฮาคือการปั่นจักรยานขณะปิดตาจนถูกเรียกในโลกออนไลน์ว่า “เด็กตาทิพย์” ขณะที่ครอบครัวเชื่อว่าเด็กอาจมีความสามารถพิเศษหรือมี “ดวงตาที่ 3” อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวมีทั้งคนที่เชื่อและคนที่ตั้งข้อสงสัย พร้อมเรียกร้องให้มีการพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์
จากปิดตาทายของสู่ปิดตาขี่รถบนถนน แล้วทำไปทำไม?
มาถึงกระแสรอบล่าสุด สิ่งที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามหนักกว่าเดิมคือ จากการปิดตาทายสิ่งของหรือปั่นจักรยานกลายเป็นการนำเด็กมาปิดตาขี่รถจักรยานยนต์บนถนนจริง คำถามจึงไม่ใช่แค่ “ตาทิพย์จริงหรือไม่” แต่คือ “แล้วทำไปทำไม?” หากต้องการพิสูจน์ว่าเด็กสามารถรับรู้เส้นทางโดยไม่ต้องใช้สายตาก็มีวิธีทดสอบอีกมากที่สามารถทำในพื้นที่ปิดและที่ที่ควบคุมสภาพแวดล้อมได้ เพราะถนนสาธารณะมีทั้งรถที่สวนมา คนเดินถนน หลุมบ่อ สิ่งกีดขวาง และเหตุการณ์ไม่คาดคิด ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาผลกระทบไม่ได้เกิดกับเด็กเพียงคนเดียว แต่อาจกระทบผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นด้วย
ประเด็นนี้จึงกลายเป็นเรื่องของ “ความปลอดภัยเด็ก” มากกว่าการถกเถียงว่าเด็กมีความสามารถพิเศษจริงหรือไม่ และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ออกมาเคลื่อนไหวและเตรียมยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ
ถ้าขี่แล้วชน กฎหมายว่าอย่างไร?
หากการขี่รถดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงเรื่องจะไม่ได้จบแค่กระแสวิจารณ์ เพราะกฎหมายจราจรไทยมีบทลงโทษรองรับ หากขี่รถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอาจเข้าข่าย พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 43(4) ซึ่งปัจจุบันมีโทษปรับไม่เกิน 4,000 บาท ขณะที่มาตรา 43(8) ห้ามขับรถในลักษณะที่เห็นได้ว่าไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตหรือร่างกายของผู้อื่น โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ การจะเข้าข้อหาใดต้องพิจารณาจากพฤติการณ์จริงเป็นรายกรณี
นอกจากนี้หากเด็กผู้ขับขี่ยังไม่มีใบอนุญาตขับรถก็จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 64 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่หากการขับขี่โดยประมาทนำไปสู่ความเสียหายเรื่องจะหนักขึ้นตามผลที่เกิดขึ้น หากมีผู้ได้รับอันตรายสาหัสอาจเข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตอาจเข้าข่ายมาตรา 291 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
อย่างไรก็ตาม หากผู้ขับขี่เป็นเด็กการดำเนินคดีไม่ได้หมายความว่าจะถูกลงโทษเหมือนผู้ใหญ่ทันที เพราะต้องพิจารณาอายุของเด็กในขณะเกิดเหตุ รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนประกอบด้วย
ส่วนกระแสเรื่องการปิดบัญชี TikTok และข่าวลือว่าครอบครัวอาจเตรียมพาเด็กๆ ออกจากพื้นที่ก็ยังต้องแยกระหว่างข้อเท็จจริงกับสิ่งที่ถูกพูดต่อกันในโลกออนไลน์ เพราะการปิดบัญชีไม่ได้หมายความว่าเป็นการ “หนี” และการเดินทางออกจากพื้นที่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการหลบการตรวจสอบ หากยังไม่มีการยืนยันจากเจ้าตัวหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ควรสรุปไปไกลกว่านั้น
สุดท้ายจาก “เด็กตาทิพย์” ที่เคยสร้างความฮือฮา วันนี้เรื่องราวจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำถามว่า “มองเห็นได้จริงหรือ?” แต่กลายเป็นคำถามว่า “ถ้าความสามารถนั้นมีอยู่จริงแล้วทำไมต้องพิสูจน์ด้วยการปิดตาขี่รถจักรยานยนต์บนถนน?”เพราะความเชื่อสามารถถกเถียงกันได้ วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์กันได้ แต่ความปลอดภัยของเด็กและผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ควรถูกนำมาเป็นเดิมพันเพื่อแลกกับคอนเทนต์หรือยอดวิว
จาก “ตาทิพย์” จะกลายเป็น “ตาขาว” หรือไม่อาจยังเร็วเกินไปที่จะตัดสิน แต่คำถามที่สังคมกำลังรอคำตอบอาจง่ายกว่านั้นว่า ผู้ใหญ่กำลังปกป้องเด็ก หรือกำลังพาเด็กไปเสี่ยงเพื่อพิสูจน์บางอย่างกันแน่?




