ถ้าใครยังจำกันได้ว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้เพิ่งจะมีข่าววัยรุ่นหนุ่มราชสิทธสลิ้งแตก หลังอ้างเป็นคนอ่อนไหว แพ้เสียงแตรเมื่อตัวเองขี่รถสโลว์ไลฟ์ใช้ความเร็วระดับเต่าแต่เลือกที่จะอยู่เลนขวาสุด พอโดนบีบแตรเข้าหน่อยหูก็ดันระคายเคืองราวกับมีภูมิต้านทานต่ำทันที จนขี่รถไล่ตามด่ากราดด้วยถ้อยคำหยาบคายรัวๆ เป็นปืนกล ไม่ว่าจะเป็นการประกาศศักดาว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน เจอได้ที่นั่นที่นี่ อีกทั้งยังด่าด้วยว่าคุณเป็น ‘กล้วย’ อะไร แถมพ่นน้ำศักดิ์สิทธิ์ (น้ำลาย) ออกจากปากใส่คนขับรถยนต์ที่เป็นผู้หญิงอีกต่างหาก
สุดท้ายพอขับไล่ด่ามาเรื่อยๆ ตามทางจนถึงแยกไฟแดงที่รถต้องจอดติดไฟแดง ชายหนุ่มหัวร้อนรายนี้ที่มีนามว่า ‘เก็ต’ ก็ได้ลงจากรถไปสร้างเรื่องต่อพร้อมเพื่อนอีกคนที่มาร่วมทำผิดด้วยชื่อ ‘เต้’ โดยทั้งคู่ลงมาแล้วก็โชว์ความกร่างแบบเต็มคาราเบลทั้งท้าทายให้ผู้หญิงลงจากรถ ทุบรถ รวมไปถึงถีบกระจกมองข้างจนหักห้อยลงมา โดยรถคันนี้คือ Mercedes-AMG C43 4MATIC Coupe Special Edition สี Spectral Blue ที่มีแค่ 18 คันในประเทศไทย แน่นอนว่านาทีนั้น เก็ต กับ เต้ ไม่รู้แน่นอน เพราะความโกรธมันครอบงำสติไปหมดแล้ว
แต่ในที่สุดเมื่อทุกอย่างคลี่คลายและเรื่องราวกลายเป็นเรื่องใหญ่โตในสังคม จุดจบของวัยรุ่นหัวร้อนทั้งสองก็คือการติดต่อขอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและก็โดนตั้งข้อหาไปตามระเบียบ พร้อมคอตกกล่าวคำขอโทษต่อสังคมที่ทำตัวแบบนี้ ขอโทษวิทยาลัยเทคนิคราชสิทธาราม ขอโทษผู้หญิงคู่กรณีที่ไปถุยน้ำลายใส่ ยอมรับว่าทั้งหมดที่ทำลงไปเกิดจากความโมโห ส่วนในกรณีค่าเสียหายที่คาดว่าจะอยู่ที่หลักแสนบาทแน่นอนเจ้าตัวก็ตอบตรงๆ ว่า ผมเป็นคนทำ ผมก็ต้องจ่าย
ในขณะที่ทางด้านหญิงผู้เสียหายก็ได้ออกมาบอกว่า ถ้าคุณจะกร่างก็กร่างได้ แต่เงินต้องถึงด้วยนะ ถ้าเงินไม่ถึงแล้วมาออกอาการลูกห้าวแบบนี้ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี และเขาก็ไม่ควรเอาชื่อของสถาบันมาอ้างให้เสื่อมเสียเละเทะแบบนี้ ในกรณีนี้เงินเขาก็ไม่มียังจะมาทำตัวห้าวอีก โดยเธอยืนยันว่าจะดำเนินคดีเรื่องนี้จนถึงที่สุด
สำหรับบทสรุปที่สังคมได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันคนส่วนมากมักใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งมาก่อน และผลลัพธ์ที่ตามมาก็ไม่ค่อยจะเป็นเรื่องดีสักเท่าไหร่ สุดท้ายตอนจบก็จะออกมาคล้ายๆ หรือใกล้เคียงกันนั่นก็คือออกมา ‘ไหว้สวย รวยกระเช้า’ กล่าวคำขอโทษกันจนเป็นปกติเพื่อให้เรื่องทุกอย่างจบและคลี่คลายลง คนโดนจะยอมผ่อนปรนหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่มันได้กลายเป็นเหมือนค่านิยมที่สะท้อนออกมาว่า คำขอโทษกลายเป็นวิธี ‘เอาตัวรอด’ ที่ง่ายที่สุดในสังคมเวลาที่ทำอะไรลงไปแบบไม่ตั้งใจ แน่นอนว่าเมื่อทำผิด พูดผิด ‘การขอโทษ’ เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงกระทำอยู่แล้วเพราะเป็นการแสดงสปิริตการยอมรับที่ดี แต่หากมันออกมาบ่อยๆ กับเรื่องแบบนี้ จากคำที่ดูมีความหมายสุดท้ายมันก็จะกลายเป็นแค่คำทั่วๆ ไปที่ใครๆ ก็พูดได้เพื่อให้จบเรื่องราวที่เกิดขึ้น สังคมก็จะเจอกับเรื่องแบบนี้ต่อไปเพราะแค่ขอโทษทุกอย่างก็จบแล้ว





