“กินเจได้บุญจริงไหม?”
คือความเชื่อกระแสหลักในเทศกาลกินเจเป็นคำถามที่อยู่ในใจใครหลายคน
ก่อนจะไปพูดเรื่องกู้โลก ขอแวะประเด็นนี้ก่อน สมเด็จพระพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณสังวรเคยมีพระวินิจฉัยเรื่องนี้ว่า
“การกินเจไม่ใช่การทำบุญ การกินเนื้อสัตว์ไม่ใช่การทำบาป”
— สมเด็จพระพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณสังวร

คนไทย “เข้าใจผิด” อยู่มาก การกินเจไม่ได้บุญ การไม่กินข้าวขาหมู ไม่ได้หมายความว่าหมูจะไม่ถูกฆ่า
ถ้าอยากได้บุญ ควรช่วยชีวิตสัตว์ด้วย 2 วิธี คือ
- ช่วยไถ่ชีวิตสัตว์ที่กำลังถูกฆ่า
- มีเมตตา ไม่ทำร้ายสัตว์
การกินเจ บุญไม่เกิด เพราะเราไม่ได้ลงมือช่วยชีวิตสัตว์ เราไม่กิน แต่คนอื่นกิน คนขายก็ยังฆ่าสัตว์ขายอยู่ตามปกติ

พูดถึง “บุญ” ตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้ามี 10 อย่าง ได้แก่
- ให้ทาน (ทานมัย)
- รักษาศีล (สีลมัย)
- เจริญภาวนา (ภาวนามัย)
- ประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)
- ขวนขวายในกิจการงานที่ชอบ (ไวยาวัจจมัย)
- การให้ผู้อื่นมาร่วมทำบุญกับเรา (ปัตติทานมัย)
- การอนุโมทนาบุญ (ปัตตานุโมทนามัย)
- การฟังธรรม (ธรรมสวนมัย)
- การแสดงธรรม (ธรรมเทศนามัย)
- การทำความเห็นให้ถูกต้อง เหมาะสม (ทิฏฐุชุกรรมมัย)
จะเห็นว่าการทานมังสวิรัติหรือไม่กินเนื้อสัตว์ไม่ได้อยู่ในข้อใดของการทำบุญทั้ง 10 วิธี
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ เกจิแห่งล้านนา เคยบอกว่า “ไอ้วัวควายกินหญ้าอยู่ตั้งนาน ไม่เห็นเป็นพระอรหันต์ซักตัว”
แต่ที่แน่ๆ การกินเจเป็นการกู้โลกและสิ่งแวดล้อม เพราะไม่สนับสนุนการทำปศุสัตว์ หรือการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อให้มนุษย์นำไปใช้งานหรือเป็นอาหาร ซึ่งใช้ทรัพยากรและก่อมลพิษมหาศาลตลอดห่วงโซ่การผลิต

เริ่มจาก การตัดไม้ทำลายป่า ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการขยายฟาร์มปศุสัตว์ เพราะต้องแผ้วถางป่าหรือกระทั่งเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่เลี้ยงสัตว์ รวมถึงปลูกพืชสำหรับเป็นอาหารสัตว์
อีกทั้งการทำปศุสัตว์ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ปศุสัตว์สร้างก๊าซเรือนกระจกมากถึง 14.5% ของกิจกรรมที่เกิดจากมนุษย์
ขณะที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดระบุ ก๊าซเรือนกระจกจากปศุสัตว์มีสัดส่วน 72-78% ของภาคอุตสาหกรรมการเกษตร

“การเปลี่ยนแปลงอาหารไปสู่การบริโภคแบบมังสวิรัติจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ และลดการใช้พื้นที่ในการปลูกพืชและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ ช่วยพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ และลดค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ในการฟื้นฟูธรรมชาติ” IPCC หรือคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุในรายงานพิเศษ Climate Change and Land บทที่ 4 Land Degradation
ไม่เพียงเท่านั้น การปศุสัตว์ยังก่อให้เกิด การปนเปื้อนในดินและน้ำ ตลอดห่วงโซ่การผลิต จุดนี้มีตัวเลขที่น่าสนใจ...
อุตสาหกรรมการเกษตรใช้น้ำจืดมากถึง 92% และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ใช้น้ำเกือบ 1 ใน 3 ของปริมาณดังกล่าว (ไม่นับการบริโภคทางอ้อมผ่านอาหารสัตว์ อย่าลืมว่าธัญพืชที่ปลูกทั่วโลก ส่วนใหญ่นำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์)

สุดท้าย วงจรของการปศุสัตว์ที่เข้าไปบิดเบือนธรรมชาติของการเกิดและตายของสัตว์เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ได้เข้าไป เบียดแย่งความหลากหลายทางชีวภาพ ของสัตว์อื่นๆ
ปริมาณไก่ ห่าน และสัตว์ปีก หมู วัว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในฟาร์มมหาศาล สวนทางกับสัตว์ป่าที่เริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ

พื้นที่ป่าถูกรุกล้ำ เปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นฟาร์มปศุสัตว์ สัตว์เหลือเพียงไม่กี่สายพันธุ์ที่ตอบสนองตัณหาของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะในมิติทางเศรษฐกิจ หรือความอร่อยของลิ้นและฟัน
การกินเจ กินมังฯ ถึงแม้ไม่เกี่ยวกับบุญโดยตรง (ทั้งนี้ ถ้าไม่กิน ด้วยใจเมตตาต่อชีวิตสรรพสัตว์ ก็นับว่าเป็นบุญ เพราะการจะวัดว่าสิ่งใดเป็นบุญหรือไม่ สุดท้ายให้กลับมาดูที่ใจตัวเอง ขอพูดถึงแค่นี้ เพราะถ้าลงลึก จะยืดยาวและนอกประเด็นที่ต้องการสื่อสารในบทความ) แต่การงดเนื้อสัตว์ คือการช่วยกอบกู้โลกอย่างแน่นอน
ใกล้เทศกาลกินเจแล้ว หวังว่าข้อมูลนี้คงพอจะตอบข้อสงสัยคนร่วมสมัยได้ว่า จะกินเจกันไปทำไม





