เรื่องของ แม่ภัทร วัย 63 ปี ที่ถูกนำเสนอในรายการโหนกระแส หลายคนอาจมีคำถามไปในทางเดียวกันว่า ลูกทำกับแม่แบบนี้ได้อย่างไร แต่หลังรายการวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ที่สมาชิกในครอบครัวออกมาเล่าเรื่องในอีกมุมหนึ่ง โดยกล่าวถึงอารมณ์ที่รุนแรงของแม่ภัทร อีกทั้งยังมีการทำร้ายร่างกายใช้ความรุนแรงทั้งกับตัวลูกชายและลูกสาวถึงขั้นเลือดตกยางออก เรื่องนี้ก็เริ่มมีคำถามเพิ่มขึ้นว่าก่อนจะมาถึงวันนี้ครอบครัวนี้เคยผ่านอะไรกันมาบ้าง

เพราะเรื่องในครอบครัวหลายเรื่องไม่ได้เริ่มขึ้นในวันเดียว และไม่ได้มีเพียงภาพที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า บางบ้านอาจมีการทะเลาะกันมานาน มีการดุด่า ควบคุม ใช้อารมณ์ หรือลงไม้ลงมือกันจนกลายเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำๆ เมื่ออยู่กับสิ่งเหล่านี้นานเข้าคนในบ้านบางคนอาจเริ่มรู้สึกว่านี่คือวิธีปกติในการจัดการกับความโกรธหรือความขัดแย้ง
ลองคิดง่ายๆ ว่าถ้าเด็กคนหนึ่งโตมากับบ้านที่เวลาทะเลาะกันต้องตะโกนใส่กัน เวลาทำผิดต้องถูกตี หรือเวลามีปัญหาต้องใช้อำนาจบังคับ เด็กคนนั้นอาจจดจำวิธีเหล่านี้ไปด้วยโดยไม่รู้ตัว เมื่อเติบโตขึ้นไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องเป็นคนชอบใช้ความรุนแรง แต่สิ่งที่เคยเห็นและเคยเจออาจมีผลต่อวิธีที่เขารับมือกับปัญหาในวันข้างหน้าได้
เรื่องนี้มีงานวิจัยพูดถึงมานาน งานศึกษาที่รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยหลายชิ้นในปี 2019 พบว่า เด็กที่เคยถูกพ่อแม่ใช้ความรุนแรง หรือเคยเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้าน มีความสัมพันธ์กับโอกาสที่จะเกิดพฤติกรรมรุนแรงต่อพ่อแม่ในภายหลัง งานทบทวนอีกชิ้นในปี 2024 ก็พบในทิศทางเดียวกันว่า ความรุนแรงในบ้าน การลงโทษทางร่างกาย การละเลย รวมถึงปัญหาการสื่อสารและความขัดแย้งภายในครอบครัว ล้วนเป็นเรื่องที่พบร่วมกับปัญหาลูกใช้ความรุนแรงต่อพ่อแม่ได้
แต่ ไม่ได้แปลว่าเด็กที่ถูกตีทุกคนจะโตขึ้นมาเป็นคนใช้ความรุนแรง เพราะแต่ละคนมีชีวิตและสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน หลายคนเติบโตมากับบ้านที่มีปัญหาแต่เลือกสร้างครอบครัวของตัวเองให้ต่างออกไป ในทางกลับกันการที่ใครสักคนเคยถูกทำร้ายมาก่อนก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีสิทธิกลับไปทำร้ายคนอื่นในภายหลัง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกรณีแม่ภัทรอาจไม่ควรถูกมองเพียงว่า ลูกอกตัญญู หรือหันไปอีกด้านแล้วบอกว่า แม่ทำให้ลูกเป็นแบบนี้ เพราะเราไม่มีทางรู้เรื่องราวหลายสิบปีของครอบครัวหนึ่งจากรายการเพียงไม่กี่ชั่วโมง สิ่งที่ควรแยกให้ออกคือ วันนี้ใครทำอะไรต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ส่วนเรื่องในอดีตก็ต้องได้รับการมองและตรวจสอบอย่างเป็นธรรมเช่นกัน
พูดอีกแบบคือ การพยายามเข้าใจว่าความรุนแรงมาจากไหนไม่ใช่การแก้ตัวให้กับการใช้ความรุนแรง หากคนหนึ่งเคยถูกตี ถูกด่า หรือถูกควบคุมมาตั้งแต่เด็ก เรื่องเหล่านั้นอาจช่วยให้เราเข้าใจว่าเขาโตมากับอะไร แต่ไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลรองรับการกักขัง ทำร้าย หรือควบคุมคนอื่นได้ และหากพ่อแม่เคยใช้ความรุนแรงกับลูกมาก่อน การเป็นพ่อแม่ก็ไม่ได้ทำให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องถูกต้องเช่นกัน
เรื่องที่น่าคิดกว่าการถามว่า ใครเริ่มก่อน จึงอาจเป็นคำถามว่า ถ้าในบ้านเริ่มมีการด่าทอ ข่มขู่ ทำร้าย หรือควบคุมกัน เราจะหยุดมันได้ตั้งแต่ตรงนั้นหรือไม่ เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน ความโกรธ ความเจ็บ และความไม่เข้าใจก็อาจสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่ทุกอย่างระเบิดออกมา คนข้างนอกอาจเพิ่งเห็นเรื่องนี้เป็นครั้งแรกแต่คนในบ้านอาจอยู่กับมันมานานหลายปีแล้ว
ท้ายที่สุดกรณีแม่ภัทรอาจไม่ได้เป็นแค่บทเรียนว่าเราควรอยู่ข้างแม่หรืออยู่ข้างลูก แต่อาจเป็นสิ่งที่ย้ำเตือนว่า ความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว และถ้าไม่มีใครหยุดมันอาจส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่ทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติเพียงเพราะคนที่ทำคือพ่อ แม่ ลูก หรือคนในครอบครัว แต่ต้องยอมรับให้ได้ก่อนว่า ไม่ว่าใครเป็นคนทำความรุนแรงก็คือความรุนแรง




