ไม่ใช่แค่คน สัตว์เลี้ยงก็เครียดได้ เมื่อน้ำท่วมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความเป็นอยู่

8 ต.ค. 2569 - 15:55

  • น้ำท่วมไม่ได้กระทบแค่คน แต่สุนัขและแมวก็อาจเผชิญความเครียดจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ทั้งเสียงดัง กลิ่นที่ไม่คุ้นเคย การย้ายที่อยู่ และการพลัดพรากจากเจ้าของ งานวิจัยชี้ว่าการเตรียมแผนอพยพสำหรับสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ก่อนเกิดภัยพิบัติมีส่วนสำคัญต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของพวกมัน

ไม่ใช่แค่คน สัตว์เลี้ยงก็เครียดได้ เมื่อน้ำท่วมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและความเป็นอยู่

เมื่อเกิดน้ำท่วมสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องรับมือไม่ใช่แค่ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น แต่ยังรวมถึงความกังวลเรื่องบ้าน ทรัพย์สิน การเดินทาง รายได้ และความปลอดภัยของคนในครอบครัว จนความเครียดกลายเป็นอีกหนึ่งผลกระทบที่มองไม่เห็นของภัยพิบัติ

ในบ้านหลังเดียวกันยังมีสมาชิกอีกกลุ่มที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เช่นกัน นั่นคือ ‘สัตว์เลี้ยง’

เพราะสำหรับสุนัขหรือแมวน้ำท่วมไม่ได้หมายถึงแค่น้ำที่เข้ามาในบ้าน แต่หมายถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปพร้อมกัน ทั้งเสียงฝน เสียงเครื่องสูบน้ำ กลิ่นที่ไม่คุ้นเคย การย้ายเฟอร์นิเจอร์ การเปลี่ยนเวลาให้อาหาร ไปจนถึงการถูกพาออกจากบ้านหรือย้ายไปอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ถ้าคนเครียดจากน้ำท่วมแล้วสัตว์เลี้ยงจะเครียดด้วยหรือไม่?

คำตอบจากงานวิจัยที่มีอยู่คือ มีหลักฐานว่าสัตว์เลี้ยงได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทั้งด้านร่างกาย พฤติกรรม และสวัสดิภาพ แม้งานวิจัยที่วัด ‘ระดับความเครียดของสัตว์ระหว่างน้ำท่วม’ โดยตรงจะยังมีไม่มากเท่างานวิจัยที่ศึกษาผลกระทบต่อมนุษย์

ภัยพิบัติไม่ได้กระทบแค่คน แต่สัตว์เลี้ยงก็เป็นผู้ประสบภัย

งานวิจัยเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงในสถานการณ์ภัยพิบัติพบว่า สัตว์เลี้ยงต้องเผชิญความเสี่ยงหลายด้านทั้งการบาดเจ็บ การพลัดพรากจากเจ้าของ การอพยพ การเปลี่ยนสถานที่อยู่อาศัย และปัญหาด้านสวัสดิภาพ

ที่สำคัญคือการมีสัตว์เลี้ยงยังส่งผลต่อการตัดสินใจของเจ้าของในช่วงเกิดภัยพิบัติด้วย เพราะสำหรับหลายครอบครัวการอพยพออกจากพื้นที่ไม่ได้หมายถึงแค่การพาสมาชิกในครอบครัวออกมาไ้ด้อย่างปลอดภัย แต่ต้องคิดด้วยว่าจะพาสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ไปด้วยอย่างไร

งานวิจัยที่ศึกษาครัวเรือน 203 ครัวเรือนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมพบว่า การเตรียมความพร้อมสำหรับสัตว์เลี้ยงมีความสัมพันธ์กับความสำเร็จในการอพยพสัตว์ออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย โดยเฉพาะการเตรียมอุปกรณ์และการวางแผนล่วงหน้า

เหล่านี้ทำให้เห็นว่าปัญหาของสัตว์เลี้ยงในช่วงน้ำท่วมไม่ได้เริ่มต้นเมื่อระดับน้ำสูงขึ้นเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่ตอนที่เจ้าของยังไม่ได้วางแผนว่าจะพาสัตว์ออกจากพื้นที่อย่างไรด้วย

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสัตว์กำลังเครียด?

แน่นอนว่าเราไม่สามารถถามสุนัขหรือแมวได้ตรงๆ ว่า ‘ตอนนี้เครียดไหม?’ นักวิจัยจึงต้องอาศัยการสังเกตดูการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและการตอบสนองทางสรีรวิทยา เช่น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนความเครียด

สำหรับเจ้าของอาการที่อาจสังเกตได้คือ การหลบซ่อนมากกว่าปกติ ตัวสั่น กระสับกระส่าย เดินวน ร้องหรือเห่ามากขึ้น กินอาหารน้อยลง นอนผิดเวลา ติดเจ้าของมากผิดปกติ หรือแสดงพฤติกรรมหวาดกลัวและก้าวร้าว

อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าสัตว์กำลัง ‘เครียดจากน้ำท่วม’ เสมอไป เพราะพฤติกรรมผิดปกติอาจเกิดจากความเจ็บป่วย ความเจ็บปวด ความหิว หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้เช่นกัน

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการสังเกตว่า พฤติกรรมของสัตว์เปลี่ยนไปจากปกติหรือไม่ และหากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติอย่างต่อเนื่องควรปรึกษาสัตวแพทย์

สิ่งที่ทำให้สัตว์เครียดอาจไม่ใช่ ‘น้ำ’ แต่คือโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ลองนึกภาพชีวิตประจำวันของสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในบ้านหลังเดิมมาหลายปี มันคุ้นกับกลิ่นของบ้าน คุ้นกับเสียงเจ้าของ รู้ว่าเวลาไหนจะได้กินอาหาร และรู้ว่ามุมไหนคือพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง

แต่เมื่อเกิดน้ำท่วมทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปพร้อมกัน

พื้นบ้านเปียก เสียงเครื่องจักรดังขึ้นตลอดวัน คนแปลกหน้าเดินเข้าออก ของใช้ถูกย้ายไปมา อาหารอาจไม่ได้มาตรงเวลา และบางตัวต้องถูกจับใส่กรงเพื่ออพยพออกจากบ้าน

สำหรับมนุษย์เราเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะน้ำท่วมและรู้ว่ามันเป็นสถานการณ์ชั่วคราว แต่สัตว์ไม่ได้เข้าใจเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน สิ่งที่มันรับรู้คือสภาพแวดล้อมที่เคยปลอดภัยกำลังเปลี่ยนไป

นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักวิจัยเริ่มให้ความสำคัญกับผลกระทบทางพฤติกรรมและอารมณ์ของสัตว์ในช่วงภัยพิบัติมากขึ้น

กรณีน้ำท่วมในนิวซีแลนด์เจ้าของบางคนถึงขั้นกลับเข้าไปช่วยสัตว์

ตัวอย่างที่น่าสนใจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมในเมือง Edgecumbe ประเทศนิวซีแลนด์ เมื่อปี 2017 ซึ่งนักวิจัยศึกษาประสบการณ์ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงหลังเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่

งานวิจัยพบว่าการมีสัตว์เลี้ยงมีผลต่อการตัดสินใจอพยพของครอบครัว และครัวเรือนที่มีแผนอพยพซึ่งคำนึงถึงสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะสามารถพาสัตว์ออกจากพื้นที่ได้มากกว่า

ในทางกลับกันเมื่อไม่มีแผนรองรับสัตว์เลี้ยงเจ้าของบางคนต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก และมีผู้ที่พยายามกลับเข้าไปในพื้นที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือสัตว์ของตัวเอง

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าสำหรับเจ้าของจำนวนมากสัตว์เลี้ยงไม่ได้เป็นเพียง ‘สัตว์’ ที่ต้องจัดการเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่เป็นสมาชิกของครอบครัวที่ต้องอยู่ในแผนอพยพตั้งแต่ต้น

คนเครียดสัตว์ก็รับรู้ และความเครียดอาจส่งต่อกันได้

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ไม่ได้มีแค่เจ้าของที่ดูแลสัตว์ แต่สัตว์เลี้ยงเองก็สามารถมีอิทธิพลต่อสภาพจิตใจของเจ้าของได้เช่นกัน

ในช่วงน้ำท่วมคนในบ้านอาจนอนน้อย กังวลเรื่องทรัพย์สิน พูดเสียงดังขึ้น หรือมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากชีวิตประจำวัน สัตว์เลี้ยงที่อยู่ใกล้ชิดกับเจ้าของจึงอาจรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้

งานวิจัยเกี่ยวกับภัยพิบัติและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ชี้ว่า ผลกระทบจากภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นทั้งสองทาง ขณะเดียวกันสัตว์เลี้ยงก็อาจเป็นแหล่งสนับสนุนทางอารมณ์ให้กับเจ้าของในช่วงหลังเกิดภัยพิบัติได้เช่นกัน

จึงอาจพูดได้ว่า ในสถานการณ์น้ำท่วมคนกับสัตว์เลี้ยงไม่ได้กำลังรับมือกับปัญหาสองเรื่องที่แยกจากกัน แต่กำลังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันและได้รับอิทธิพลจากกันและกัน

สิ่งที่เจ้าของทำได้ไม่ใช่แค่ ‘พาสัตว์หนีน้ำ’

เมื่อเกิดน้ำท่วมแน่นอนว่าสิ่งแรกคือความปลอดภัยทางกายภาพ ต้องไม่ปล่อยให้สัตว์สัมผัสน้ำที่อาจปนเปื้อน ไม่ควรปล่อยสัตว์เดินในพื้นที่เสี่ยง และควรเตรียมกรง สายจูง อาหาร น้ำสะอาด และยาที่จำเป็นให้พร้อมสำหรับการอพยพ

ในขณะเดียวกันการรักษาสิ่งที่คุ้นเคยเอาไว้ก็อาจช่วยให้สัตว์รับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น เช่น นำของเล่นหรือผ้าห่มที่มีกลิ่นคุ้นเคยไปด้วย พยายามรักษาเวลาให้อาหารให้ใกล้เคียงเวลาเดิม และจัดพื้นที่ที่เงียบและปลอดภัยที่สุดเท่าที่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย

เพราะในวันที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปเกือบทั้งหมดสิ่งเล็กๆ ที่ยังเหมือนเดิมอาจช่วยให้สัตว์รู้สึกปลอดภัยขึ้นได้

น้ำลดแล้วแต่ความเครียดอาจไม่ได้หายไปพร้อมกับน้ำ

สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ หลังน้ำลดสัตว์เลี้ยงบางตัวอาจยังมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอยู่ระยะหนึ่ง เช่น กลัวเสียงบางอย่างมากขึ้น ไม่อยากอยู่ลำพัง ติดเจ้าของ หรือมีปัญหาเรื่องการกินและการนอน

แต่ก็ไม่ควรสรุปทุกอาการว่าเกิดจากความเครียด เพราะสัตว์ที่ผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมอาจได้รับบาดเจ็บ สัมผัสสิ่งปนเปื้อน หรือมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ ร่วมด้วย หากมีอาการผิดปกติรุนแรงควรให้สัตวแพทย์ตรวจ

งานวิจัยในช่วงหลังยังเสนอให้การจัดการภัยพิบัติให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตใจและอารมณ์ของสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ไม่ใช่ดูเฉพาะเรื่องอาหาร น้ำ และการรักษาทางกายภาพเท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้วน้ำท่วมอาจเป็นเรื่องที่มนุษย์เข้าใจว่า ‘เดี๋ยวมันก็ผ่านไป’

แต่สำหรับสัตว์เลี้ยงพวกมันอาจไม่รู้เลยว่าทำไมบ้านถึงเปลี่ยนไป ทำไมเจ้าของถึงเครียด ทำไมกิจวัตรที่เคยมีถึงหายไป และทำไมมันต้องออกจากสถานที่ที่เคยรู้สึกปลอดภัย

สิ่งที่พวกมันมีคือเจ้าของที่มันไว้ใจ

ดังนั้น ในครั้งต่อไปที่ต้องเตรียมตัวรับมือน้ำท่วม นอกจากถามว่า ‘คนในบ้านจะไปไหน’ แล้ว อาจต้องถามเพิ่มอีกหนึ่งคำถามว่า

‘แล้วสมาชิกสี่ขาของเราจะไปด้วยกันอย่างไร?’

เพราะการรับมือภัยพิบัติที่ดีอาจไม่ได้หมายถึงแค่การช่วยให้คนรอดปลอดภัย แต่หมายถึงการทำให้สมาชิกทุกชีวิตในบ้านผ่านเหตุการณ์นั้นไปด้วยกัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์