น้ำลดแล้วหลายคนอาจคิดว่าสถานการณ์กำลังกลับเข้าสู่ปกติ แต่สำหรับคนที่เพิ่งใช้เวลาหลายวันอยู่กับน้ำ ขนของหนีน้ำ ลุ้นระดับน้ำ และเห็นบ้านหรือทรัพย์สินเสียหาย คำว่า ปกติ อาจยังกลับมาไม่ถึงง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อบ้านยังเก็บไม่เสร็จ ของยังวางอยู่บนที่สูง แต่ต้องได้ยินข่าวเรื่องฝนและการระบายน้ำอีกครั้ง
สถานการณ์ในช่วงต้นเดือนตุลาคมยังมีเหตุให้ต้องติดตามต่อ กรมชลประทานแจ้งเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ว่า ปริมาณน้ำในลุ่มเจ้าพระยามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีความจำเป็นต้องระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราประมาณ 2,200–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็เริ่มทยอยเพิ่มการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 30 กันยายนหลังมีน้ำไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
ด้านกรมอุตุนิยมวิทยา ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 พยากรณ์ว่าประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่ ขณะที่ภาพรวมเดือนตุลาคม ภาคกลางยังมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40–60 ของพื้นที่ในบางช่วง มีฝนหนักบางแห่ง และคาดว่าจะมีวันฝนตกประมาณ 10–13 วันตลอดเดือน
สำหรับคนทั่วไปข้อมูลเหล่านี้อาจหมายถึงการเช็กพยากรณ์อากาศหรือเตรียมร่ม แต่สำหรับคนที่เพิ่งประสบภัยความหมายอาจต่างออกไป เพราะเสียงฝนหนึ่งครั้งอาจทำให้นึกถึงคืนที่ต้องขนของหนีน้ำ ข่าวการระบายน้ำอาจทำให้ต้องกลับไปเช็กระดับน้ำหน้าบ้าน และเมฆที่เริ่มตั้งเค้าอาจทำให้เกิดคำถามทันทีว่า น้ำจะกลับมาอีกไหม
ตรงนี้เองที่ทำให้ น้ำลดแล้วแต่ใจอาจยังไม่ลดระดับการเฝ้าระวังลงตามน้ำ บางคนอาจนอนไม่เต็มที่ เช็กข่าวบ่อยกว่าปกติ หงุดหงิดง่าย กังวลเวลาออกจากบ้าน หรือยังไม่กล้านำของที่ขนหนีน้ำลงมาเพราะกลัวว่าจะต้องขนขึ้นไปใหม่อีกครั้ง สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่ากำลังมีอาการป่วยทางจิต แต่เป็นการตอบสนองต่อความเครียดและความไม่แน่นอนหลังผ่านเหตุการณ์ที่กระทบชีวิตอย่างหนักมา
กรมสุขภาพจิตระบุว่า เมื่อคนเราต้องเผชิญน้ำท่วมต่อเนื่องหลายวัน ความไม่แน่นอนและภาระที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้รู้สึกเหนื่อย เครียด กังวล หรือหงุดหงิดได้ พร้อมแนะนำให้สังเกตทั้งการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของตัวเอง
อีกช่วงที่ต้องใส่ใจไม่แพ้ตอนน้ำกำลังท่วมคือ หลังน้ำลด เพราะตอนเกิดเหตุหลายคนอาจยังไม่มีเวลาคิดถึงความรู้สึกของตัวเอง ต้องรีบเอาตัวรอด ดูแลครอบครัว หาอาหาร หรือป้องกันบ้าน แต่เมื่อเหตุการณ์เริ่มสงบสิ่งที่ต้องเผชิญกลับกลายเป็นบ้านที่เสียหาย ค่าใช้จ่ายที่ตามมา รายได้หรือวันทำงานที่หายไป รวมถึงความกลัวว่าสิ่งที่เพิ่งผ่านมาอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง
แล้วจะค่อยๆ เยียวยาใจอย่างไร
กรมสุขภาพจิตแนะนำแนวทางง่ายๆ ที่ผู้ประสบภัยและคนรอบข้างสามารถช่วยกันทำได้ ได้แก่
ยอมรับว่าตัวเองเหนื่อยหรือกลัว ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้เข้มแข็งตลอดเวลา เพราะความเครียดและความกังวลสามารถเกิดขึ้นได้หลังเผชิญเหตุการณ์หนัก
ติดตามข่าวเท่าที่จำเป็น เลือกข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้เพื่อใช้วางแผนล่วงหน้า พักจากหน้าจอและข่าวบ้าง ไม่จำเป็นต้องเช็กระดับน้ำหรือพยากรณ์อากาศทุกไม่กี่นาทีี
ดูแลร่างกายให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติทีละน้อย พยายามกินอาหาร ดื่มน้ำ พักผ่อน และกลับมาทำกิจวัตรเล็กๆ ที่ยังสามารถทำได้ เพราะร่างกายที่ได้พักช่วยให้ใจรับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น
อย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียว พูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อน หรือคนที่ไว้ใจ รวมถึงแบ่งหน้าที่กันจัดการบ้านและปัญหาที่ตามมา การมีคนช่วยรับฟังหรือแบ่งเบาภาระอาจสำคัญพอๆ กับความช่วยเหลือด้านสิ่งของ
สังเกตว่าใจเริ่มไม่ไหวหรือยัง หากกินไม่ได้ นอนไม่หลับต่อเนื่อง อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไปมาก หรือความเครียดเริ่มรบกวนการใช้ชีวิต ควรขอคำปรึกษาจากบุคลากรสาธารณสุข และหากมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่หรือคิดทำร้ายตัวเองควรขอความช่วยเหลือทันทีทางช่องทางของกรมสุขภาพจิตี สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง
ท้ายที่สุดการฟื้นตัวจากน้ำท่วมอาจไม่ได้จบแค่ล้างโคลน ทิ้งของที่เสียหาย หรือซ่อมบ้านให้กลับมาอยู่ได้ เพราะสิ่งหนึ่งที่ต้องใช้เวลาฟื้นไม่แพ้กันคือ ความรู้สึกปลอดภัย การที่ใครสักคนยังกลัวเมื่อฝนตก ยังอยากเช็กระดับน้ำ หรือยังไม่กล้าวางของกลับที่เดิมจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกเร่งให้ลืม
บ้านอาจต้องใช้เวลาหลายวันหรือหลายเดือนกว่าจะกลับมาเหมือนเดิม จิตใจก็เช่นกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การบอกให้ผู้ประสบภัยรีบเข้มแข็ง แต่คือการให้เวลา ให้พื้นที่รับฟัง และทำให้เขารู้ว่า หากวันนี้ยังกลัว ยังเหนื่อย หรือยังไม่พร้อมกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมก็สามารถค่อยๆ ฟื้นทีละนิด และขอความช่วยเหลือได้เสมอ




