7 ขั้นสู่ความรุนแรง ‘Pathway to Violence’ สัญญาณไหนที่เราพลาด ก่อนเกิดโศกนาฏกรรมในโรงเรียน

8 ส.ค. 2569 - 12:01

  • คดีนี้ไม่ควรนำไปสู่การตีตราว่า “เด็กที่มีปัญหาสุขภาพจิต” หรือ “ถูกกลั่นแกล้งจะกลายเป็นผู้ก่อเหตุ” เพราะ “ความรุนแรง” เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน

  • กรอบ Pathway to Violence มองความรุนแรงเป็น “กระบวนการ” มากกว่าจะอธิบายด้วยปัจจัยเดียว

  • งานวิจัย CDC พบว่า “เกือบครึ่ง” ของผู้ก่อเหตุฆาตกรรมในโรงเรียนที่ศึกษา “เคยส่งสัญญาณบางอย่าง” ก่อนเกิดเหตุ

7 ขั้นสู่ความรุนแรง ‘Pathway to Violence’ สัญญาณไหนที่เราพลาด ก่อนเกิดโศกนาฏกรรมในโรงเรียน

จาก “ความคับข้องใจ” ถึง “เสียงปืนในโรงเรียน” ถอดเส้นทางสู่ความรุนแรง “เหตุกราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี” สัญญาณไหนที่สังคมอาจพลาด?

เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่กำลังบังคับให้สังคมไทยต้องตอบคำถามที่ยากกว่าเดิมว่า

อะไรทำให้เด็กคนหนึ่งเดินจากความคับข้องใจ ไปถึงการเตรียมอาวุธ เลือกเป้าหมาย และลงมือใช้ความรุนแรงขั้นสุด?

และสำคัญกว่านั้นคือ ในระหว่างทางก่อนเกิดเหตุ มีจุดใดบ้างที่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน หรือระบบของรัฐสามารถเข้าไปหยุดเส้นทางนั้นได้

โศกนาฏกรรม 7 สิงหาคม

ช่วงสายวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุใช้อาวุธปืนภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนชายระดับมัธยมต้นของโรงเรียน

ข้อมูลเบื้องต้นจากการสืบสวนระบุว่า ก่อนเดินทางไปโรงเรียน ผู้ก่อเหตุถูกตรวจสอบพบว่าเกี่ยวข้องกับเหตุยิงปู่และย่าของตนเองเสียชีวิตภายในบ้านพัก ก่อนนำอาวุธปืนไปยังสถานศึกษาและก่อเหตุยิงครูและนักเรียนหลายราย

ปภ.นนทบุรี ยืนยันผู้เสียชีวิต 8 ราย ประกอบด้วยครู 5 ราย ผู้ก่อเหตุ 1 ราย ปู่และย่าของผู้ก่อเหตุ 2 ราย รวมทั้งผู้บาดเจ็บกว่า 20 คน ก่อนยอดความสูญเสียจะเพิ่มขึ้นตามอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บที่รักษาตัวในโรงพยาบาล 

ช่วงค่ำมีรายงานว่าเด็กหญิงอายุ 12 ปีเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมเพิ่มเป็น 9 ราย ขณะที่ยังมีนักเรียนบางรายอาการวิกฤต 

แม้ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตจากการยิงตัวเองระหว่างเหตุการณ์ หลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ โดยในจุดเกิดเหตุพบอาวุธปืนและกระสุนอีกจำนวนหนึ่ง 

สิ่งที่ยังต้องรอผลสอบสวน ได้แก่ แรงจูงใจที่แท้จริง แหล่งที่มาของอาวุธ การวางแผนก่อนก่อเหตุ ความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายแต่ละราย ตลอดจนมีบุคคลใดได้รับรู้ “สัญญาณเตือน” ก่อนเกิดเหตุหรือไม่

คำตอบเหล่านี้มีความสำคัญมากกว่าการพยายามติดป้ายว่าเด็กผู้ก่อเหตุ “เป็นอะไร” เพราะในทางอาชญาวิทยา เหตุรุนแรงลักษณะนี้มักไม่ได้เริ่มขึ้นในนาทีที่เหนี่ยวไก แต่มักมี “เส้นทาง” ก่อนหน้า

Pathway to Violence…ความรุนแรงไม่ได้เกิดจากศูนย์ในวันเดียว

ดร.ตฤณห์ โพธิ์รักษา นักอาชญาวิทยา เสนอให้อ่านเหตุการณ์ผ่านแนวคิด Pathway to Violence – เส้นทางสู่ความรุนแรง โดยย้ำว่ากรอบดังกล่าวไม่ได้ใช้เพื่อวินิจฉัยผู้ก่อเหตุจากระยะไกล และไม่ควรถูกนำไปใช้ตีตราเด็กที่มีความเครียด โกรธ หรือมีปัญหาพฤติกรรมว่าเป็นผู้ก่อเหตุในอนาคต แต่ใช้เพื่อสำรวจว่า ก่อนความรุนแรงแบบมีเป้าหมายเกิดขึ้น อาจมีพัฒนาการหลายขั้นที่สามารถตรวจพบและเข้าแทรกแซงได้

กรอบวิเคราะห์ประกอบด้วย 7 ขั้น

1. Grievance-เริ่มจาก “ความคับข้องใจ”

จุดตั้งต้นอาจเป็นความรู้สึกถูกทำร้าย ถูกดูหมิ่น สูญเสีย ถูกปฏิเสธ ถูกกลั่นแกล้ง หรือรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่สิ่งสำคัญคือ ความคับข้องใจไม่ได้ทำให้คนส่วนใหญ่กลายเป็นผู้ใช้ความรุนแรง

จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC)  ย้ำว่าความรุนแรงในเยาวชนไม่ได้มีสาเหตุจากปัจจัยเดียว แต่เกิดจากปัจจัยหลายระดับ ทั้งตัวบุคคล ความสัมพันธ์ ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสภาพสังคมที่ผสมกัน ขณะที่ปัจจัยคุ้มครอง เช่น ความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้ใหญ่ ความผูกพันกับโรงเรียน และการได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม สามารถลดความเสี่ยงได้ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค⁠)

ดังนั้น การถามเพียงว่า “เขาเครียดไหม” หรือ “ถูกแกล้งหรือไม่” จึงไม่เพียงพอ

คำถามคือ ความคับข้องใจนั้นถูกจัดการอย่างไร และเด็กมีพื้นที่ปลอดภัยให้ระบาย ขอความช่วยเหลือ หรือแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงหรือไม่

2. Violent Ideation — จากความโกรธ สู่การคิดใช้ความรุนแรง

ขั้นต่อมาคือการเริ่มจินตนาการว่า ความรุนแรงอาจเป็นคำตอบของปัญหา ช่วงนี้จึงต้องแยกให้ชัดระหว่าง “อารมณ์โกรธ” กับการเริ่มคิดถึงการลงโทษคนอื่นอย่างจริงจัง

สิ่งที่ควรได้รับความสนใจอาจเป็นการพูดซ้ำ ๆ ถึงการแก้แค้น การหมกมุ่นกับผู้ก่อเหตุรุนแรงในอดีต การเขียนหรือโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการทำร้ายเป้าหมาย หรือการแสดงความเชื่อว่าการฆ่าคือวิธีคืนความยุติธรรมให้ตัวเอง

ไม่มีสัญญาณใดสัญญาณหนึ่งที่สามารถทำนายเหตุกราดยิงได้ แต่เมื่อมีหลายสัญญาณประกอบกัน ระบบควรมีคนเข้าไปพูดคุยและประเมินอย่างจริงจัง

3. Planning & Preparation เมื่อความคิดเปลี่ยนเป็น “แผน”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อความคิดเริ่มกลายเป็นพฤติกรรม เช่น ศึกษาพื้นที่ สำรวจเป้าหมาย

เตรียมเวลา รวบรวมอาวุธ ซ้อมพฤติกรรม หรือวางแผนหลบหนีและการจบเหตุการณ์

นี่คือเหตุผลว่าทำไมแนวคิด Threat Assessment จึงแตกต่างจากการจับเด็กไปลงโทษเพียงเพราะพูดคำที่น่ากังวล

เป้าหมายไม่ใช่ถามว่า “เด็กคนนี้อันตรายหรือไม่” แบบใช่หรือไม่ใช่ แต่ต้องถามว่า เด็กกำลังเดินไปสู่การใช้ความรุนแรงหรือไม่ และเราเข้าไปหยุดตรงไหนได้บ้าง

4. Access to Weapons-จุดตัดสินที่อันตรายที่สุด หนึ่งในคำถามใหญ่ที่สุดของคดีเทพศิรินทร์ นนทบุรี คือ เด็กมัธยมต้นเข้าถึงอาวุธปืนและกระสุนได้อย่างไร

คำถามนี้ต้องได้รับคำตอบจากการสอบสวน เพราะการมีความคับข้องใจโดยปราศจากเครื่องมือสังหาร กับการสามารถหยิบปืนพร้อมกระสุนออกจากบ้านได้ เป็นสถานการณ์ความเสี่ยงที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

งานศึกษาของ CDC เกี่ยวกับการเสียชีวิตรุนแรงในสถานศึกษาสหรัฐพบว่า ในเหตุฆาตกรรมหลายเหยื่อที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน 95% ใช้อาวุธปืน และปืนที่ถูกใช้ในเหตุฆาตกรรมหรือฆ่าตัวตายในโรงเรียนจำนวนมากมาจาก บ้านของผู้ก่อเหตุ บ้านเพื่อน หรือญาติ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค⁠)

CDC จึงเน้นมาตรการ secure storage หรือการจัดเก็บปืนอย่างปลอดภัย เช่น เก็บในตู้นิรภัยหรือล็อกบ็อกซ์ แยกกระสุน และป้องกันบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าถึง โดยชี้ว่าการวางปืนเพียงให้ “พ้นสายตา” หรือ “พ้นมือเด็ก” ไม่ถือว่าเพียงพอ 

สำหรับประเทศไทย คดีนี้จึงควรนำไปสู่คำถามระดับนโยบายทันทีว่า

ครัวเรือนที่มีปืนเก็บปืนอย่างไร

เด็กสามารถรู้ตำแหน่งหรือเข้าถึงกุญแจได้หรือไม่

กระสุนถูกเก็บแยกหรือไม่

และควรมีมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ครอบครองปืนเมื่อละเลยจนเยาวชนเข้าถึงอาวุธหรือไม่

5. Target Selection-ทำไมต้องเป็น “คนเหล่านี้” อีกขั้นหนึ่งของ targeted violence คือการเลือกเป้าหมาย ผู้ก่อเหตุอาจไม่ได้ยิงแบบไร้ทิศทางทั้งหมด แต่บางครั้งมีเป้าหมายที่มีความหมายต่อความคับข้องใจของตัวเอง

สำหรับคดีนี้ การที่เหตุเริ่มจากบุคคลในครอบครัวก่อนต่อเนื่องมายังโรงเรียน ทำให้ตำรวจจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า เหยื่อแต่ละกลุ่มมีความเกี่ยวข้องอย่างไร

ใครถูกเลือกก่อน

ใครเป็นเป้าหมายเฉพาะ

ใครตกเป็นเหยื่อจากสถานการณ์

และมีประวัติความขัดแย้งใดก่อนหน้านั้นหรือไม่

แต่จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จ ไม่ควรอนุมานแรงจูงใจหรือสร้างเรื่องราวแทนหลักฐาน

6. Leakage-ก่อนลงมือ เขาเคย “บอก” ใครหรือไม่ ประเด็นนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญที่สุดของการป้องกันเหตุครั้งต่อไป

Leakage หมายถึงการที่ผู้วางแผนความรุนแรงเปิดเผยความคิดหรือแผนบางส่วนออกมาก่อนลงมือ อาจเป็นคำพูดกับเพื่อน โพสต์บนโซเชียล ส่งข้อความ วาดรูป เขียนบันทึก หรือพูดในลักษณะข่มขู่

ข้อมูล CDC จากการศึกษาเหตุรุนแรงในโรงเรียนของสหรัฐพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ก่อเหตุฆาตกรรมในโรงเรียน เคยส่งสัญญาณเตือนบางรูปแบบก่อนเกิดเหตุ เช่น ข่มขู่หรือทิ้งข้อความไว้ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค⁠)

นั่นไม่ได้หมายความว่าเด็กทุกคนที่พูดแรงหรือวาดภาพความรุนแรงจะก่อเหตุ

แต่หมายความว่า สัญญาณที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น

“จะทำกับใคร”

“จะทำเมื่อไร”

“มีอาวุธหรือไม่”

“เริ่มเตรียมอะไรแล้วหรือยัง”

ควรถูกส่งเข้าสู่ระบบประเมินทันที…ไม่ใช่มองเป็นเพียง “เด็กพูดเล่น”

7. Attack-เมื่อทุกระบบก่อนหน้าหยุดไม่ทัน เมื่อเข้าสู่ขั้นสุดท้าย โจทย์เปลี่ยนจากการป้องกันไปสู่การลดความสูญเสีย ระบบล็อกดาวน์ ช่องทางแจ้งเหตุ ประตูและพื้นที่หลบภัย การฝึกของครู การสื่อสารกับตำรวจ แผนกู้ชีพ และการรวมศูนย์ข้อมูลผู้บาดเจ็บ ล้วนมีผลต่อจำนวนผู้เสียชีวิตในนาทีวิกฤต

แต่เป้าหมายของระบบที่ดีที่สุดไม่ควรเป็นเพียง “รับมือมือปืนให้ดีขึ้น”

ต้องเป็นการ หยุดไม่ให้คนเดินมาถึงขั้น Attack ตั้งแต่แรก

อย่ารีบสรุปว่า “เด็กมีปัญหาทางจิต”

หลังเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ สังคมมักหาคำอธิบายที่ง่ายที่สุด เช่น

“ป่วยทางจิตหรือไม่”

“เล่นเกมมากไปหรือเปล่า”

“โดนบูลลี่ใช่ไหม”

“ครอบครัวมีปัญหาหรือไม่”

แต่ข้อมูลทางสาธารณสุขเตือนว่าความรุนแรงในเยาวชนเป็น multifactorial problem หรือปัญหาที่มีหลายปัจจัย และปัจจัยเสี่ยงเป็นเพียงสิ่งที่เพิ่มความเป็นไปได้ ไม่ใช่สาเหตุโดยตรง (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค⁠)

การโยนเหตุผลทั้งหมดไปที่ภาวะทางจิตยังอาจสร้างตราบาปให้กับคนจำนวนมากที่มีปัญหาสุขภาพจิตแต่ไม่เคยใช้ความรุนแรง สิ่งที่ต้องสอบสวนจึงเป็น พฤติกรรมและกระบวนการ

ไม่ใช่รีบหา “ป้าย” มาติดผู้ก่อเหตุ

สิ่งที่โรงเรียนไทยต้องมีหลังเหตุนี้ จาก “ฝ่ายปกครอง” สู่ Threat Assessment Team บทเรียนสำคัญจากต่างประเทศไม่ใช่การสร้างโรงเรียนให้กลายเป็นป้อมปราการ แต่คือการสร้างทีมที่สามารถรับข้อมูลและประเมินความเสี่ยงตั้งแต่ยังไม่เกิดเหตุ

โรงเรียนควรมี Multidisciplinary Threat Assessment Team หรือทีมประเมินภัยคุกคามแบบสหวิชาชีพ ซึ่งอาจประกอบด้วย ผู้บริหาร ครูฝ่ายปกครอง ครูแนะแนว/นักจิตวิทยา เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้แทนตำรวจในกรณีจำเป็น และผู้ที่รู้จักเด็กจริง

เมื่อนักเรียนพูดว่าจะฆ่าใคร ทีมไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะลงโทษอย่างไร”

แต่เริ่มจาก..

เขามีความคับข้องใจอะไร

คำขู่เฉพาะเจาะจงหรือไม่

มีเป้าหมายหรือไม่

เข้าถึงอาวุธหรือไม่

เริ่มเตรียมการแล้วหรือยัง

ใครสามารถช่วยลดความคับข้องใจ

และต้องแจ้งครอบครัวหรือตำรวจในระดับใด

CDC ระบุว่าการป้องกันความรุนแรงในโรงเรียนต้องทำร่วมกันทั้งครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ชุมชน และนักเรียน ไม่สามารถฝากภาระไว้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค⁠)

ระบบแจ้งเบาะแสต้องทำให้ “เด็กกล้าบอก”

อีกปัญหาคือ หลายครั้งเด็กวัยเดียวกันอาจเป็นคนแรกที่เห็นข้อความน่ากังวล แต่ไม่กล้าบอกครู เพราะกลัวถูกเรียกว่า “ฟ้อง” กลัวเพื่อนโกรธ หรือคิดว่าอีกฝ่ายแค่พูดเล่น

ระบบที่ดีจึงต้องมีช่องทางแจ้งข้อมูลที่ ไม่ทำให้เด็กถูกประจาน รับแจ้งได้รวดเร็ว ประเมินจริง และมีการตอบสนองกลับ

โรงเรียนต้องสอนเด็กด้วยว่า การแจ้งเมื่อเพื่อนพูดถึงการฆ่าหรือมีอาวุธ ไม่ใช่การหักหลังเพื่อน

แต่คือการช่วยทั้งเพื่อนและคนอื่นไม่ให้เดินไปถึงจุดที่ไม่มีทางย้อนกลับ

เรื่องปืนคือคำถามที่สังคมหลบไม่ได้

หากผลสอบสวนยืนยันว่าผู้ก่อเหตุเข้าถึงปืนที่มีอยู่ในบ้านหรือจากบุคคลใกล้ตัว เหตุครั้งนี้จะทำให้ไทยต้องกลับมาทบทวนเรื่อง safe storage อย่างจริงจัง

ไม่ใช่เพียงว่าเจ้าของปืน “มีใบอนุญาตหรือไม่” แต่ต้องถามต่อว่า

ปืนถูกเก็บอย่างไร

กระสุนอยู่ที่ไหน

ใครรู้รหัส

ใครมีกุญแจ

และเด็กในบ้านสามารถนำปืนออกไปได้หรือไม่

เพราะกฎหมายควบคุมการซื้อปืนที่เข้มเพียงใดก็ไม่สามารถป้องกันเด็กได้ หากปืนที่มีอยู่แล้วในบ้านเข้าถึงได้ง่าย

หลังเสียงปืนเงียบ โศกนาฏกรรมยังไม่จบ

ผลกระทบจากเหตุกราดยิงไม่ได้เกิดเฉพาะผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต นักเรียนหลายพันคน ครู เจ้าหน้าที่กู้ภัย ผู้ปกครอง และผู้ที่อยู่ในพื้นที่ขณะเกิดเหตุ อาจต้องอยู่กับภาพ เสียง และความทรงจำจากเหตุการณ์ไปอีกนาน

CDC ระบุว่าความรุนแรงในโรงเรียนส่งผลต่อทั้งสุขภาพ การเรียน ความรู้สึกปลอดภัย และชุมชนโดยรวม การดูแลหลังเหตุจึงต้องเป็นกระบวนการระยะยาว ไม่ใช่เพียงส่งนักจิตวิทยาเข้าโรงเรียนไม่กี่วันแล้วจบ (ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค⁠)

โรงเรียนจึงต้องมีทั้ง การคัดกรองผู้ได้รับผลกระทบ การช่วยเหลือด้านจิตใจต่อเนื่อง การดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิต การวางแผนกลับเข้าเรียน และการควบคุมการเผยแพร่ภาพรุนแรงหรือข้อมูลที่กระทบเด็ก

คำถามหลังเกิดเหตุที่ เทพศิรินทร์ นนทบุรี ท้ายที่สุด คดีนี้ไม่ควรถูกจดจำด้วยชื่อของเด็กที่ลงมือ

สิ่งที่ควรถูกจดจำคือคำถามที่ยังต้องมีคำตอบ

เด็กเข้าถึงปืนได้อย่างไร?

มีใครเห็นสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุหรือไม่?

มีการพูดหรือโพสต์ถึงแผนก่อนลงมือหรือไม่?

ครอบครัวหรือโรงเรียนเคยได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือหรือไม่?

หากมี ระบบใดควรรับข้อมูลนั้น และใครควรเป็นคนลงมือช่วย?

และที่สำคัญที่สุด…

ถ้าเด็กอีกคนกำลังเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกันในวันนี้ เรามีระบบที่จะเห็นเขา ก่อนถึงขั้นที่ 7 หรือยัง? และควรเปลี่ยนโศกนาฏกรรมให้เป็นบทเรียนในการพัฒนา 3 ด้านหลัก คือ ระบบการประเมินภัยคุกคาม (Threat Assessment) การฝึกสังเกตสัญญาณเตือน (Warning Signs) ในโรงเรียนและครอบครัว และมาตรการป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ

คำถามหลังเหตุเทพศิรินทร์ นนทบุรี จึงไม่ควรจบลงที่ “ทำไมเด็กคนนี้ถึงทำ” แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “เราจะทำอย่างไรไม่ให้เด็กคนต่อไป…เดินไปถึงจุดนั้น”

เพราะความสำเร็จของระบบป้องกันความรุนแรง ไม่ได้วัดจากจำนวนครั้งที่ตำรวจหยุดมือปืนได้ แต่วัดจากจำนวนครั้งที่สังคมหยุดเส้นทางสู่ความรุนแรงได้ ก่อนเสียงปืนนัดแรกจะดังขึ้น

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์