ลุ่มเจ้าพระยารับศึก ‘มวลน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุน’ เฝ้าระวัง 10–17 ส.ค. 69

10 ส.ค. 2569 - 11:22

  • “น้ำเหนือ” เพิ่มหลังฝนตกหนัก เขื่อนเจ้าพระยาทยอยเพิ่มระบายจาก 350 เป็น 490 ลบ.ม./วินาที และเตรียมปรับได้ไม่เกิน 700 ลบ.ม./วินาที

  • เตือน 7 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาระดับน้ำท้ายเขื่อนอาจเพิ่ม 1–1.50 เมตร ในช่วง 3–5 วันข้างหน้า

  • ปภ.เตือน 7 จังหวัดภาคกลางและ กทม.รับมือน้ำทะเลหนุนสูง 10–17 ส.ค. โดยเฉพาะช่วง 18.00–21.00 น.

ลุ่มเจ้าพระยารับศึก ‘มวลน้ำเหนือ-น้ำทะเลหนุน’ เฝ้าระวัง 10–17 ส.ค. 69

เตือน 7 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา “รับมวลน้ำเหนือ” เขื่อนเจ้าพระยาเตรียมเพิ่มการระบายไม่เกิน 700 ลบ.ม./วินาที ขณะที่ ปภ.แจ้ง 7 จังหวัดภาคกลาง รวม กทม. เฝ้าระวัง “น้ำทะเลหนุนสูง” ช่วงเย็นถึงค่ำ

สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาช่วงวันที่ 10–17 สิงหาคม 2569 ต้องเฝ้าระวังจากสองปัจจัยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ด้านหนึ่งคือ “มวลน้ำจากภาคเหนือ” ที่เพิ่มขึ้นหลังฝนตกหนักและกำลังไหลลงสู่ภาคกลาง อีกด้านคือ “ภาวะน้ำทะเลหนุนสูง” ที่กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ แจ้งเตือนบริเวณเจ้าพระยาตอนล่าง

แม้ทั้งสองเหตุการณ์มีสาเหตุและพื้นที่เฝ้าระวังแตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน การติดตามระดับน้ำในแม่น้ำและพื้นที่ริมตลิ่งจึงต้องพิจารณาสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่พื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาไปจนถึงพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำ

green-space-chao-phraya-flood-northern-water-sea-tide-august-2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

“น้ำเหนือเพิ่ม” เขื่อนเจ้าพระยาเตรียมเพิ่มการระบาย

สำนักงานชลประทานที่ 12 จังหวัดชัยนาท แจ้ง 7 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี ให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หลังฝนตกหนักทางภาคเหนือส่งผลให้มีน้ำเหนือเพิ่มขึ้นและไหลลงสู่พื้นที่ภาคกลางต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ดังกล่าว เขื่อนเจ้าพระยาจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำ โดยเตรียมปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำขึ้นไป ไม่เกิน 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับรองรับมวลน้ำใหม่ที่จะไหลลงมา ข้อมูลล่าสุดบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ระบุว่า เขื่อนได้ทยอยเพิ่มอัตราการระบายน้ำจากเดิม 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มาอยู่ที่ 490 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลเข้าเขื่อนผ่านจุดวัดน้ำ C.2 ค่ายจิรประวัติ จังหวัดนครสวรรค์ วัดได้ 927 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วง 24 ชั่วโมง ระดับน้ำเหนือเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณ 5 เซนติเมตร ส่วนระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นประมาณ 20 เซนติเมตร

หากมีการเพิ่มอัตราการระบาย ระดับน้ำบริเวณท้ายเขื่อน ตั้งแต่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ลงไปถึงตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา และตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะมีระดับสูงขึ้นอีกประมาณ 1–1.50 เมตร ในช่วง 3–5 วันข้างหน้า

— สำนักงานชลประทานที่ 12 คาดการณ์

การแจ้งเตือนจึงเน้นไปที่ประชาชนริมตลิ่ง รวมถึงผู้ประกอบการเรือ แพ ร้านอาหาร กระชังปลา และผู้ที่มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ในแม่น้ำหรือริมแม่น้ำ ให้เร่งผูกรั้งและเสริมความแข็งแรงของอาคาร แพ และโป๊ะ เพื่อป้องกันความเสียหายจากระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น

green-space-high-tide-warning-7-chao-phraya-provinces-flood-saltwater-intrusion-SPACEBAR-Photo01.jpg

“น้ำทะเลหนุนสูง” เตือน 7 จังหวัดภาคกลางและกรุงเทพฯ

ขณะเดียวกัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ได้รับแจ้งจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ตามประกาศฉบับที่ 10/2569 เรื่องสภาวะระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณป้อมพระจุลจอมเกล้าและพื้นที่ใกล้เคียง ประกาศระบุให้เฝ้าระวังช่วงวันที่ 10–17 สิงหาคม 2569 โดยช่วงเวลาที่คาดว่าจะมีระดับน้ำทะเลหนุนสูงคือประมาณ 18.00–21.00 น. สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำและคลองเพิ่มสูงขึ้น และอาจเกิดน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและคลอง รวมถึงชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำและพื้นที่ที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร

พื้นที่เฝ้าระวังประกอบด้วย 7 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่

  1. ปทุมธานี — อำเภอเมืองปทุมธานี และอำเภอสามโคก
  2. นนทบุรี — อำเภอเมืองนนทบุรี ปากเกร็ด และบางกรวย
  3. นครปฐม — อำเภอบางเลน นครชัยศรี และสามพราน
  4. สมุทรสาคร — ทุกอำเภอ
  5. สมุทรสงคราม — ทุกอำเภอ
  6. สมุทรปราการ — อำเภอเมืองสมุทรปราการ พระสมุทรเจดีย์ พระประแดง และบางบ่อ
  7. กรุงเทพมหานคร

ปภ.ขอให้จังหวัดและกรุงเทพมหานครประชาสัมพันธ์ช่วงเวลาน้ำทะเลหนุนสูงให้ประชาชนรับทราบ พร้อมแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชนที่ประกอบกิจการในแม่น้ำและคลอง เช่น งานก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง แพ ร้านอาหาร รวมถึงประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อ “น้ำเหนือ” และ “น้ำทะเลหนุน” เกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน

จุดที่ควรจับตาของสถานการณ์ครั้งนี้ คือการที่มีประกาศเฝ้าระวังจากทั้งสองด้านของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ด้านหนึ่ง สถานการณ์น้ำเหนือเพิ่มขึ้น ทำให้เขื่อนเจ้าพระยาต้องบริหารการระบายน้ำเพื่อรองรับน้ำที่จะไหลลงมา โดยมีการเตรียมเพิ่มอัตราการระบายไม่เกิน 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีการคาดการณ์ระดับน้ำท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่

อีกด้านหนึ่ง กรมอุทกศาสตร์เตือนภาวะน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะช่วง 18.00–21.00 น. ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำและคลองเพิ่มขึ้น และมีความเสี่ยงต่อน้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำ

ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่ “พื้นที่ริมตลิ่ง-พื้นที่ลุ่มต่ำ” ทั้งนี้ จากประกาศเตือนทั้งสองส่วน กลุ่มพื้นที่ที่ถูกเน้นย้ำให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษคือพื้นที่ที่มีความใกล้ชิดกับทางน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ได้แก่ บ้านเรือนและกิจการริมตลิ่ง รวมถึงแพ ร้านอาหาร กระชังปลา และสิ่งปลูกสร้างทางน้ำ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นส่วนพื้นที่ตอนล่าง ความเสี่ยงที่ประกาศเตือนระบุไว้ชัดเจนคือพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำและคลอง ชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ และพื้นที่ที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร

ดังนั้น การเฝ้าระวังในช่วงนี้จึงไม่ควรดูเฉพาะตัวเลขระดับน้ำ แต่ต้องติดตามว่าระดับน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างไรในแต่ละพื้นที่ และพื้นที่ใดมีแนวป้องกันน้ำหรือไม่มีแนวป้องกันน้ำ โดยเฉพาะประชาชนริมตลิ่งและผู้ประกอบการที่มีสิ่งปลูกสร้างอยู่กับทางน้ำ ควรเตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้า เนื่องจากประกาศทั้งสองฉบับต่างเน้นให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมรับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น

สำหรับช่วงวันที่ 10–17 สิงหาคม 2569 จึงเป็นช่วงที่ต้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีทั้งการเฝ้าระวังมวลน้ำเหนือในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และการแจ้งเตือนน้ำทะเลหนุนสูงในพื้นที่ตอนล่าง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามการแจ้งเตือนผ่านแอปพลิเคชัน “THAI DISASTER ALERT” รวมถึงช่องทาง ปภ.รับแจ้งเหตุ และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์