‘กาลเทศะ’ ปะทะ ‘ความอยู่รอด’ ญี่ปุ่นร้อนไม่ไหวสั่งลดสูทมานุ่งสั้น ตัดภาพไทยปรับตัวยังไงในรัฐสภา-กทม.?

19 ก.ค. 2569 - 14:43

  • สัญชาตญาณความเนี้ยบของญี่ปุ่นยังต้องสยบให้วิกฤตโลกเดือด รัฐสั่งข้าราชการนุ่งขาสั้นทำงาน หลังร้อนทุบสถิติในรอบ 127 ปี ผู้ป่วยฮีทสโตรกพุ่งทะลุ 100,000 ราย

  • เปิดแฟชั่นสลัดสูทผูกไทในรัฐสภา และทางรอดชุดลูกเสือหนาเตอะในโรงเรียนไทย

  • แฟชั่นยุคโลกเดือด ยึดความยืดหยุ่นมากกว่ากาลเทศะ

‘กาลเทศะ’ ปะทะ ‘ความอยู่รอด’ ญี่ปุ่นร้อนไม่ไหวสั่งลดสูทมานุ่งสั้น ตัดภาพไทยปรับตัวยังไงในรัฐสภา-กทม.?

หากพูดถึงภาพจำของข้าราชการและมนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่น สิ่งแรกที่ลอยมาในหัวคือภาพความเป๊ะ สูตรเสื้อเชิ้ตขาวเนี้ยบ สูทสีกรมท่าเข้ม และเนกไทที่ผูกตึงเปรี๊ยะไม่มีเบี้ยว ทว่าในปี 2026 นี้ ภาพจำดังกล่าวได้ถูกความร้อนระดับ “โลกเดือด” (Global Boiling) หลอมละลายไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อข้าราชการกรุงโตเกียวหลายคนต่างสลัดกางเกงสแลกขายาว แล้วเปลี่ยนมานุ่ง “กางเกงขาสั้น” เดินเข้าออฟฟิศ

นี่ไม่ใช่แฟชั่นโชว์ขำๆ แต่คือกระแส “Tokyo Cool Biz” เวอร์ชันอัปเกรดที่นำโดย ยูริโกะ โคอิเกะ ผู้ว่าราชการกรุงโตเกียว ที่ต้องการให้ข้าราชการหันมาแต่งตัวลำลองด้วยเสื้อโปโล รองเท้าผ้าใบ และกางเกงขาสั้น เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและสภาพอากาศที่โหดร้ายขึ้นทุกวัน

เจ้าหน้าที่วัย 50 ปีบางคนจะยอมรับตรงๆ ว่า “ตอนแรกก็เขินจนไม่กล้าโชว์เรียวขาในออฟฟิศ แต่พอลองใส่แล้ว...รู้เลยว่ามันสวรรค์ชัด”

แม้ในช่วงแรก เจ้าหน้าที่บางส่วนจะยอมรับว่ารู้สึกเขินอายที่ต้องเปิดเผยเรียวขาในสถานที่ราชการ แต่เมื่อมีเพื่อนร่วมงานเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตาม ความคุ้นชินใหม่ก็เริ่มเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม แคมเปญนี้ยังคงจุดประกายการวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ของญี่ปุ่น โดยเฉพาะมุมมองจากประชาชนบางส่วนที่เห็นว่ากางเกงขาสั้นอาจดูเหมือนชุดในวันหยุดมากกว่าชุดทำงาน และอาจดูไม่เรียบร้อยนักสำหรับสถานที่ติดต่อราชการ แต่ในนาทีนี้ระหว่าง “ความเนี้ยบที่เป็นทางการ” กับ “ความอยู่รอดจากโรคลมแดด” รัฐบาลญี่ปุ่นเลือกอย่างหลังแบบไม่ต้องสงสัย

นโยบาย 28°C และต้นทุนพลังงาน

เหตุผลที่ความเนี้ยบต้องหลบให้ความยั่งยืน

ทำไมประเทศที่ยึดมั่นในระเบียบวินัยและการแต่งกายขั้นสุดอย่างญี่ปุ่นถึงต้อง “ยอมหักไม่ยอมงอ” กับเรื่องนี้?

คำตอบง่ายมาก เพราะหน้าร้อนญี่ปุ่นในปัจจุบันมันไม่ตลกอีกต่อไป!!

japan-to-scour-social-media-crack-down-illegal-workers-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศที่ยึดมั่นในระเบียบวินัยและการแต่งกายขั้นสุดอย่างญี่ปุ่น ต้องยอมผ่อนปรนมาตรการนี้ ประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลักคือ

สถิติความร้อนที่รุนแรงขึ้น สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) รายงานว่า ญี่ปุ่นเผชิญกับฤดูร้อนที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ มีผู้ป่วยจากโรคลมแดด (Heatstroke) พุ่งสูงกว่า 100,000 ราย จนต้องมีการกำหนดนิยามวันสภาพอากาศสุดขั้วที่อุณหภูมิทะลุ 40 องศาเซลเซียสว่า “วันโคคุโช” (Kokusho) หรือวันร้อนโหดร้าย

วิกฤตราคาพลังงาน ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น หน่วยงานรัฐจึงจำเป็นต้องลดการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ โดยตั้งอุณหภูมิในอาคารไว้ที่ 28 องศาเซลเซียส การปรับเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้ระบายอากาศได้ดีขึ้น จึงเป็นทางออกเชิงโครงสร้างในการเซฟพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ดังนั้น เมื่อห้องทำงานร้อนขึ้น เสื้อผ้าชั้นนอกจึงต้องหลุดออกตามกลไกธรรมชาติ การแต่งตัวหลวมๆ สบายๆ จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดการใช้กระแสไฟฟ้าในเมืองใหญ่ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปในตัว

Thailand Cool Biz

ตัดภาพมาที่ประเทศไทย

หันกลับมามองประเทศไทยที่ร้อนตับแลบเป็นทุนเดิม คำถามคือเรามี “Thailand Cool Biz” แบบเขาบ้างไหม? คำตอบคือ มี และขับเคลื่อนกันอย่างมีสีสันไม่แพ้กัน!

ประเด็นเรื่องการปรับเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเพื่อตอบรับกับสภาพอากาศและความยั่งยืน (Climate Adaptation) ประเทศไทยก็มีการขยับตัวในหลายมิติที่น่าสนใจขนานไปกับเคสของโตเกียว อาทิ

parliament-member-27mar2026-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

“รัฐสภาไทย” ออกกฎแต่งกายช่วยชาติ

เราเคยเห็นการเมืองไทยสู้กันดุเดือดในเรื่องกฎระเบียบการแต่งตัวเข้าประชุมสภาฯ โดยเฉพาะกลุ่ม สส. รุ่นใหม่ที่พยายามทลายกรอบสูทสากลสีเข้มหนาเตอะ หันมาสวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายพื้นเมือง เสื้อสูทคอพระราชทานระบายอากาศ หรือแม้กระทั่งการงดสวมสูท-ไม่ผูกเนกไทซึ่งล่าสุดในเดือน มี.ค. 2569 รัฐสภาไทยเคยขยับตัวรับวิกฤตพลังงานครั้งสำคัญ โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ลงนามในประกาศผ่อนปรนกฎการแต่งกายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงทั่วโลกที่พุ่งสูงจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ระบุให้ สส.สามารถสวมชุดผ้าไทย หรือเสื้อเชิ้ตสีสุภาพ ผูกเนกไท โดยไม่จำเป็นต้องสวมสูทเข้าร่วมการประชุม เพื่อสอดรับกับมาตรการลดการใช้พลังงานขั้นเข้มข้น และการปรับเพิ่มอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในอาคารรัฐสภาเพื่อช่วยประเทศชาติเซฟค่าไฟ

ดราม่า “กาลเทศะ” เคสของไทยก็เคยเกิดการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนในสภาเรื่องความเหมาะสม เช่น กรณีที่ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงการแต่งกายของ หมออ๋อง-ปดิพัทธ์ สันติภาดา อดีตรองประธานสภาฯ สวมเสื้อคอจีนใส่สูททับโดยไม่ผูกเนกไท ว่าแต่งกายไม่สุภาพสากลนิยม (เดือน ส.ค. 2566) คล้ายกับที่คนญี่ปุ่นบางส่วนคอมเมนต์ในข่าวว่า การแต่งตัวขาสั้นหรือลำลองในที่ทำงานดูไม่เรียบร้อยและดูเหมือนวันหยุดมากกว่าวันทำงาน

“กรุงเทพมหานคร” ใส่เสื้อแขนสั้นมาทำงานได้

ที่ตรงกับโตเกียวที่สุดต้องยกให้ฝั่งศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ภายใต้การนำของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เคยออกประกาศนโยบายปรับเปลี่ยนการแต่งกายของข้าราชการและบุคลากร กทม.ในการปฏิบัติงานในอาคารและการประชุม เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อน พร้อมสอดรับนโยบายลดก๊าซเรือนกระจก (BMA Net Zero) ที่สนับสนุนให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปรับเปลี่ยนมาแต่งกายด้วยเสื้อแขนสั้น เสื้อเชิ้ตลำลอง หรือเสื้อฮาวายลายดอกที่ทำจากเนื้อผ้าบางเบา ระบายอากาศได้ดี ยับยาก และไม่ต้องเปลืองไฟเตารีดเพื่อรีดผ้า เริ่มตั้งแต่เดือน ก.ย. 2566 ควบคู่ไปกับการตั้งอุณหภูมิแอร์ในสำนักงานไม่ให้ต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส เรียกได้ว่าเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นพื้นที่ยืดหยุ่นทางแฟชั่นเพื่อช่วยโลกไปพร้อมกัน

Satit_Ramkhamhaeng_University_School_Revamps_Scout_Uniforms_SPACEBAR.jpg

ระดับโรงเรียน ยืดหยุ่นชุดนักเรียน-ชุดลูกเสือ

ในที่สุดชุดลูกเสือหนาเตอะต้องพ่ายแพ้ให้กับดัชนีความร้อน (Heat Index)ไม่เพียงแต่คนวัยทำงาน ในระดับโครงสร้างการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการก็ต้องยอมกลืนน้ำลายและคลายกฎเหล็กเรื่องเครื่องแบบ โดยออกคำสั่งให้สถานศึกษาทั่วประเทศผ่อนปรนการแต่งกายในช่วงฤดูร้อนจัด โรงเรียนสามารถให้นักเรียนใส่ชุดพละ หรือชุดลำลองที่ระบายอากาศได้ดีมาเรียนแทนชุดนักเรียนปกติได้ รวมถึงการงดเว้นเครื่องแบบที่มีเนื้อผ้าหนาและเครื่องเคราเยอะอย่างชุดลูกเสือ-เนตรนารี เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพและลดความเสี่ยงโรคลมแดดในกลุ่มเด็กนักเรียน ซึ่งนับเป็นกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตความร้อน

แฟชั่นยุคโลกเดือด ยึดความยืดหยุ่นมากกว่ากาลเทศะ

ตั้งแต่เคสขาสั้นของโตเกียว ไปจนถึงชุดไทยในสภา สิ่งเหล่านี้กำลังส่งสัญญาณบอกเราอย่างชัดเจนว่าในยุคที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนขั้นสุด “ความยืดหยุ่น” คือทักษะสำคัญในการเอาชีวิตรอด

การบังคับให้คนใส่เสื้อผ้าหนาๆ ท่ามกลางอุณหภูมิเฉียด 40 องศา แล้วเปิดแอร์ให้เย็นฉ่ำเพื่อชดเชย อาจกลายเป็นพฤติกรรมล้าหลังที่ทำร้ายโลกโดยไม่รู้ตัว ถึงเวลาแล้วหรือยังที่องค์กรและบริษัทเอกชนต่างๆ ในไทยจะลองหันมาตั้งคำถามว่า...เราจะยังยอมจ่ายค่าไฟแอร์แพงขึ้น เพื่อรักษาความเนี้ยบของสูท หรือจะยอมเปิดใจให้พนักงานนุ่งกางเกงขาสั้น สวมเสื้อโปโลสบายๆ แล้วก้าวสู่การเป็นองค์กรสีเขียวที่ยั่งยืน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์