ไอน้ำโลกทุบสถิติ! โคเปอร์นิคัสชี้ ‘มหาสมุทรร้อน-เอลนีโญ’ ดันความชื้น ดร.ธรณ์ เตือน ‘เรนบอมบ์’ ถล่มถี่ขึ้น

24 ก.ย. 2569 - 10:59

  • ปริมาณไอน้ำในบรรยากาศเดือน ส.ค. อยู่ที่ 27.35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร สูงสุดเป็นประวัติการณ์

  • เอลนีโญไม่ได้แปลว่า “แล้ง” อย่างเดียว อากาศร้อนขึ้น 1°C กักเก็บไอน้ำได้เพิ่มราว 7% เปิดทางให้ฝนตกหนักและพายุรุนแรงขึ้น

  • ดร.ธรณ์ ชี้ “เรนบอมบ์” เสี่ยงเกิดถี่ขึ้น ไทยอาจเจอฝนหนักเฉพาะจุด น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่งบ่อยขึ้น

ไอน้ำโลกทุบสถิติ! โคเปอร์นิคัสชี้ ‘มหาสมุทรร้อน-เอลนีโญ’ ดันความชื้น ดร.ธรณ์ เตือน ‘เรนบอมบ์’ ถล่มถี่ขึ้น

ไอน้ำโลกพุ่งทุบสถิติ เมื่อโลกร้อนขึ้น “อากาศยิ่งอุ้มน้ำ”

“ปริมาณไอน้ำในชั้นบรรยากาศโลกเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นแตะ 27.35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่าสถิติเดิมที่เกิดขึ้นในปี 2023 ซึ่งเป็นช่วงที่โลกเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญเช่นกัน”

— ข้อมูลจากหน่วยงานติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป (C3S) ระบุ

ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางภูมิอากาศ แต่สะท้อนกลไกสำคัญของโลกที่กำลังร้อนขึ้น เพราะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น อากาศจะสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น

โดยอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส ทำให้อากาศรองรับไอน้ำได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7%

ขณะเดียวกัน มหาสมุทรซึ่งดูดซับความร้อนส่วนเกินจากภาวะโลกร้อนไว้มากกว่า 90% ก็มีบทบาทสำคัญต่อปริมาณไอน้ำในบรรยากาศ เมื่อผิวน้ำทะเลอุ่นขึ้น การระเหยก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้มวลไอน้ำถูกเติมเข้าสู่บรรยากาศมากขึ้นตามไปด้วย

สถานการณ์ยิ่งถูกเร่งจากปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ซึ่งทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกสูงขึ้น และเพิ่มการระเหยของน้ำสู่ชั้นบรรยากาศ

พูดง่ายๆ คือ โลกยิ่งร้อน มหาสมุทรยิ่งร้อน น้ำยิ่งระเหย อากาศยิ่งกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น

green-space-global-water-vapor-record-copernicus-el-nino-rain-bomb-SPACEBAR-1.jpg

จากไอน้ำ ถึง “เรนบอมบ์”

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม อธิบายว่า ปริมาณไอน้ำที่เพิ่มขึ้นมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับรูปแบบฝนตกหนักที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เพราะเมื่อบรรยากาศมีไอน้ำสะสมมากขึ้น ไอน้ำเหล่านั้นย่อมต้องควบแน่นและกลับลงมาเป็นฝน แต่ปริมาณน้ำไม่ได้ตกลงมาอย่างสม่ำเสมอในทุกพื้นที่

“ลองนึกภาพว่า มีน้ำระเหยขึ้นสู่บรรยากาศ 100 ลิตร น้ำทั้งหมดไม่ได้กลับลงมาเป็นฝนอย่างกระจายตัวเท่าๆ กัน แต่อาจมีน้ำจำนวนมากไปรวมตัวและเทลงมาในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ ขณะที่ส่วนที่เหลือกระจายไปยังพื้นที่อื่น”

นี่คือภาพของสิ่งที่เรียกว่า “เรนบอมบ์” (Rain Bomb) หรือฝนตกหนักอย่างรุนแรงเฉพาะจุด ซึ่งในอดีตเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นได้ แต่เมื่อบรรยากาศมีปริมาณไอน้ำเพิ่มขึ้น โอกาสที่ฝนจะตกหนักและกระจุกตัวในบางพื้นที่ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย

ผลที่ตามมาจึงไม่ได้หมายความว่า “ทุกพื้นที่จะฝนตกมากขึ้น” แต่เป็นสภาพอากาศที่มีความสุดขั้วมากขึ้น บางพื้นที่อาจแห้งแล้ง ขณะที่บางพื้นที่กลับเจอฝนถล่มอย่างหนัก

ไอน้ำไม่ได้แค่ทำให้ฝนแรงขึ้น แต่ยัง “เร่งโลกร้อน”

อีกด้านหนึ่งที่สำคัญคือ ไอน้ำเองเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สามารถดูดซับความร้อนในบรรยากาศได้ จึงเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า วัฏจักรป้อนกลับทางภูมิอากาศ (Climate Feedback Loop)

กลไกนี้สามารถอธิบายได้เป็นลำดับว่า

เมื่อโลกร้อนขึ้น ทำให้มหาสมุทรร้อนขึ้น เกิดน้ำระเหยมากขึ้น มีไอน้ำในบรรยากาศเพิ่มขึ้น เกิดการกักเก็บความร้อนมากขึ้น ส่งผลอุณหภูมิสูงขึ้น และน้ำระเหยเพิ่มขึ้นอีก เกิดวงจรที่ช่วยเสริมให้ระบบภูมิอากาศร้อนขึ้นต่อเนื่อง

ดร.ธรณ์ชี้ว่า หากในอนาคตเกิดเอลนีโญหรือเอลนีโญรุนแรงขึ้นอีก ปริมาณไอน้ำที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เหตุการณ์ฝนตกหนักเฉพาะจุดหรือ “เรนบอมบ์” มีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้นตามไปด้วย

เอลนีโญไม่ได้แปลว่า “แล้ง” อย่างเดียว

อีกประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจคือ เอลนีโญไม่ได้หมายถึงความแห้งแล้งเพียงอย่างเดียว

ผลกระทบของเอลนีโญสามารถทำให้รูปแบบสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันอย่างมาก บางพื้นที่อาจเผชิญความแห้งแล้ง ขณะที่บางพื้นที่กลับมีฝนตกหนักผิดปกติ

ข้อมูลที่ให้มาระบุว่า จีนและญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างของพื้นที่ในเอเชียที่เผชิญฝนตกหนัก ขณะเดียวกันยังมีการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เช่น ฤดูฝนอาจล่าช้าหรือยืดออก ขณะที่ฤดูหนาวสั้นลงและมีความหนาวเย็นลดลง

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า เมื่อระบบภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่าฝนจะมากหรือน้อยเท่านั้น เพราะสิ่งที่เราต้องเผชิญคือ ฝนจะตกที่ไหน ตกหนักแค่ไหน และตกลงมาในช่วงเวลาสั้นเพียงใด

sustainability-stationary-heavy-rain-vs-rain-bomb-SPACEBAR-Hero.jpg

แล้วประเทศไทยจะเจออะไร?

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงสำคัญคือ ฝนตกหนักเฉพาะจุด น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง

เมื่อบรรยากาศมีไอน้ำมากขึ้น ฝนอาจตกลงมาอย่างหนักในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งภายในช่วงเวลาสั้นๆ แม้พื้นที่ใกล้เคียงอาจไม่ได้มีฝนในระดับเดียวกัน

นี่ทำให้การรับมือภัยฝนในยุคโลกร้อนอาจต้องเปลี่ยนจากการมองเพียงฝนตกกี่จังหวัด ไปสู่การประเมินว่า น้ำฝนจำนวนมหาศาลจะไหลไปไหน พื้นที่ใดรับน้ำไม่ไหว และจุดใดมีความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

ขณะเดียวกัน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังเป็นโจทย์ระยะยาว เพราะต้นทางของวัฏจักรนี้เชื่อมโยงกับอุณหภูมิโลกและความร้อนที่สะสมอยู่ในระบบภูมิอากาศ

เมื่อโลกอุ่นขึ้น ไอน้ำจึงไม่ใช่เพียง “น้ำที่ลอยอยู่บนฟ้า” แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เชื่อมโยง มหาสมุทร ความร้อน ฝนตกหนัก พายุ น้ำท่วม และภาวะโลกร้อน เข้าด้วยกัน และสำหรับพื้นที่เสี่ยง สิ่งที่ทำได้ในระยะสั้นคือการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฝนหนักเฉพาะจุดที่อาจเกิดขึ้นได้รวดเร็วและรุนแรงกว่าที่เคย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์