สถานการณ์ฝนท้ายฤดูและปริมาณการเร่งระบายน้ำจากเขื่อนหลายวันนี้ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนฉบับที่ 2 (218/2569) เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 23 - 27 กันยายน 2569) ระบุว่า
ในช่วงวันที่ 23 – 27 ก.ย. 69 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยจะเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป

สาเหตุจากหย่อมความกดอากาศต่ำ
เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น
ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสมที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านเส้นทางที่มีปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้นได้
เตือนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทย
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันตอนบน มีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 23 – 27 ก.ย. 69
ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
สทนช.ประกาศเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่ง
ทางด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกาศสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ฉบับที่ 5/2569 เรื่องเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง จากตามการคาดการณ์สภาพอากาศ พบหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางจะเคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศไทยตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน

ทั้งนี้ สทนช. ได้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำตามฝนคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและพื้นที่เสี่ยง ดินโคลนถล่มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ จากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวัง ในช่วงวันที่ 22 - 26 กันยายน 2569 ดังนี้

พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม
ภาคเหนือ
- จังหวัดแม่ฮ่องสอน (อำเภอสบเมย แม่สะเรียง และขุนยวม)
- จังหวัดตาก (อำเภออุ้มผาง ท่าสองยาง แม่ระมาด และแม่สอด)
- จังหวัดพิษณุโลก (อำเภอเนินมะปราง ชาติตระการ และวังทอง)
- จังหวัดอุทัยธานี (อำเภอลานสัก และบ้านไร่)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
- จังหวัดศรีสะเกษ (อำเภอภูสิงห์)
ภาคกลาง
- จังหวัดลพบุรี (อำเภอเมืองลพบุรี และหนองม่วง)
- จังหวัดสระบุรี (อำเภอหนองแคและพระพุทธบาท)
- จังหวัดปทุมธานี (อำเภอเมืองปทุมธานี)
- จังหวัดนนทบุรี (อำเภอเมืองนนทบุรี และปากเกร็ด)
- กรุงเทพมหานคร
- จังหวัดสมุทรปราการ (อำเภอบางบ่อ)
ภาคตะวันตก
- จังหวัดกาญจนบุรี (อำเภอสังขละบุรี ศรีสวัสดิ์ พนมทวน และทองผาภูมิ)
- จังหวัดราชบุรี (อำเภอจอมบึง และสวนผึ้ง)
ภาคตะวันออก
- จังหวัดนครนายก (อำเภอปากพลี และเมืองนครนายก)
- จังหวัดปราจีนบุรี (อำเภอเมืองปราจีนบุรี ศรีมหาโพธิ์ และประจันตคาม)
- จังหวัดสระแก้ว (อำเภออรัญประเทศ วัฒนานคร และเขาฉกรรจ์)
- จังหวัดชลบุรี (อำเภอเมืองชลบุรี บ่อทอง ศรีราชา และบ้านบึง)
- จังหวัดจันทบุรี (อำเภอมะขาม แก่งหางแมว โป่งน้ำร้อน ขลุง และเขาคิชฌกูฏ)
- จังหวัดตราด (อำเภอเมืองตราด และบ่อไร่)
ภาคใต้
- จังหวัดระนอง (อำเภอกะเปอร์)
- จังหวัดสงขลา (อำเภอหาดใหญ่ คลองหอยโข่ง และสะเดา)
- จังหวัดนราธิวาส (อำเภอระแงะ สุคิริน และสุไหงโก-ลก)
เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ
บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ได้แก่
- แม่น้ำเมย น้ำยวม และลำน้ำแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
- แม่น้ำวังทอง จังหวัดพิษณุโลก แม่น้ำภาชี จังหวัดราชบุรี
- แม่น้ำนครนายก จังหวัดนครนายก
- แม่น้ำปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี คลองพระสทึง และคลองพระปรง จังหวัดสระแก้ว
- แม่น้ำจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี
- คลองกะเปอร์ จังหวัดระนอง
- แม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำโก-ลก จังหวัดนราธิวาส
เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
คาดการณ์จะมีน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.75 – 1.25 เมตร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เสี่ยง บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณ ดังนี้
จังหวัดชัยนาท (อำเภอสรรพยา) จังหวัดสิงห์บุรี (อำเภออินทร์บุรี) จังหวัดอ่างทอง (อำเภอเมืองอ่างทอง และวิเศษชัยชาญ) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาลพระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร) และจังหวัดปทุมธานี (อำเภอเมืองปทุมธานี และสามโคก)

สถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักเจ้าพระยา
- ภูมิพล: มีปริมาณน้ำ 8,202 ล้าน ลบ.ม. (61%)
- สิริกิติ์: มีปริมาณน้ำ 7,486 ล้าน ลบ.ม. (79%)
- แควน้อยบำรุงแดน: มีปริมาณน้ำ 572 ล้าน ลบ.ม. (61%)
- ป่าสักชลสิทธิ์: มีปริมาณน้ำ 570 ล้าน ลบ.ม. (65%)
ในการนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดดำเนินการ ดังนี้
1. ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ
2. ติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก น้ำในลำน้ำ รวมถึงเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำและอิทธิพลของการขึ้น – ลง ของน้ำทะเล โดยการเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนัก
3. เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ลอกท่อระบายน้ำ และบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที
4. ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์
กรมชลประทานแจ้งปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา
ทางด้าน กรมชลประทาน แจ้งปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์น้ำฝน-น้ำท่าในปัจจุบัน (22 กันยายน 2569) เมื่อเวลา 05.00 น.ที่ผ่านมา สถานี C.2 นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่อัตรา 1,601 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วิ) เมื่อสมทบกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง ที่สถานี Ct.19 จังหวัดอุทัยธานี อัตรา 140 ลบ.ม./วิ ก่อนจะไหลเข้าสู่พื้นที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยา ส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,300 ลบ.ม./วิ
กรมชลประทานจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จากอัตรา 1,300 ลบ.ม./วิ เป็นอัตรา 1,500 ลบ.ม./วิ โดยจะเริ่มทยอยปรับเพิ่มตั้งแต่เวลา 07.00 น. ของวันนี้เป็นต้นไป และจะเพิ่มการระบายน้ำประมาณชั่วโมงละ 25 ลบ.ม./วิ จนถึงอัตรา 1,500 ลบ.ม./วิ ในเวลาประมาณ 15.00 น. จากนั้นจะคงอัตราการระบายน้ำดังกล่าวต่อเนื่อง
— กรมชลประทาน ระบุ
ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำฝน น้ำท่า และปริมาณน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการบริหารจัดการน้ำและการลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน จึงขอแจ้งให้ประชาชนและทุกภาคส่วนที่อยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด ตลอดจนเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง และจะประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบเป็นระยะต่อไป






