ดวงจันทร์กับน้ำท่วม เกี่ยวข้องอย่างไร
ไขปม “น้ำขึ้น-น้ำลง” กับอุทกภัย กทม.
จากสถานการณ์ฝนตกหนักหลายวันต่อเนื่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และหลายจังหวัดใกล้เคียง มาตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2569 ส่งผลให้กรุงเทพมหานครประสบปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญความยากลำบากในการใช้ชีวิต ขณะที่หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกำลังระดมเร่งระบายมวลน้ำปริมาณมากผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อลงสู่อ่าวไทย
แต่ทราบหรือไม่ว่า การระบายน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยทางธรรมชาติที่ทำให้การระบายน้ำท่วมออกไปต้องเกือบหยุดชะงักโดยสิ้นเชิงเป็นประจำเกือบวันละสองครั้ง เนื่องมาจาก “ดวงจันทร์” ที่อยู่ลอยอยู่เหนือโลก นั่นคือ แรงดึงดูดจากดวงจันทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากโลกกว่า 4 แสนกิโลเมตร แต่กลับมีอิทธิพลต่อมวลน้ำในมหาสมุทร
ผลวิจัยทางดาราศาสตร์ พบว่าดวงจันทร์มีอิทธิพลโดยตรงต่ออุทกภัยในกรุงเทพมหานคร ผ่านการสร้างปรากฏการณ์ “น้ำขึ้น-น้ำลง” หรือ “แรงไทดัล” (Tidal force) ซึ่งเกิดจากแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ ที่กระทำต่อมวลน้ำบนพื้นโลก
แม้ดวงจันทร์จะอยู่ห่างไกล แต่แรงดึงดูดนี้ทำให้มวลน้ำในอ่าวไทยไหลมารวมกันจนเกิดระดับน้ำทะเลหนุนสูงเป็นประจำวันละ 2 ครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพฯ โดยตรง จากหลายปัจจัยดังนี้
1. กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบลุ่มต่ำ
กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยมีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลเพียงประมาณ 1.5 เมตร เท่านั้น ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองต่างๆ ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยอย่างมาก
2. ปัญหา “น้ำทะเลหนุนสูง” ขัดขวางการระบายน้ำ
ในสภาวะปกติ เวลาเกิดฝนตกหนักหรือมีมวลน้ำเหนือไหลหลาก ทางการจะระบายมวลน้ำเหล่านั้นลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อให้ออกสู่อ่าวไทย แต่เมื่อดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่ทำให้เกิด น้ำขึ้นสูงสุด ระดับน้ำในอ่าวไทยจะสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
ผลกระทบมวลน้ำท่วมจากตัวเมืองจะไม่สามารถไหลระบายออกสู่ทะเลได้ตามธรรมชาติ หรือระบายได้ช้าลงจนเกือบหยุดชะงัก ในบางครั้งที่น้ำทะเลหนุนสูงมาก หรือน้ำหนุนทะลัก น้ำเค็มจากอ่าวไทยจะไหลย้อนกลับเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาและดันเข้าสู่ระบบลำคลองหรือท่อระบายน้ำ ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเกิดน้ำท่วมฉับพลันแม้จะไม่มีฝนตกในพื้นที่ก็ตาม
3. ปรากฏการณ์ “น้ำเกิด” (Spring Tide) ตัวเร่งความรุนแรง
อิทธิพลของดวงจันทร์จะรุนแรงที่สุดในช่วง วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ และ วันเดือนดับ แรม 15 ค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ เรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกัน แรงดึงดูดจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะเสริมกันทำให้เกิดกระแสน้ำขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุด เรียกว่า “น้ำเกิด” หรือ “น้ำใหญ่”
หากช่วงน้ำเกิดนี้มาประจวบเหมาะกับช่วงที่มีมวลน้ำเหนือไหลหลากและมีฝนตกหนักในพื้นที่ เช่น สถานการณ์น้ำหนุน น้ำเหนือ น้ำหนุน พร้อมกันจะกลายเป็นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ของกรุงเทพฯ ที่ระบายน้ำได้ยากที่สุด
ในทางกลับกัน ช่วงเวลาที่ดวงจันทร์ทำมุมตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ (ช่วงข้างขึ้น-ข้างแรม 8 ค่ำ) แรงดึงดูดจะหักล้างกันเอง เรียกว่า “น้ำตาย” (Neap tide) ระดับน้ำขึ้นและน้ำลงจะไม่แตกต่างกันมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เอื้อต่อการเร่งระบายมวลน้ำออกสู่ทะเลได้ดีที่สุด
ดังนั้น ดวงจันทร์ไม่ใช่ผู้สร้างน้ำท่วมโดยตรง เพราะปัจจัยหลักยังคงเป็นปริมาณฝนและน้ำเหนือ แต่ดวงจันทร์คือผู้อยู่เบื้องหลัง “ตารางเวลาขวางทางน้ำ” ที่ทำให้การบริหารจัดการและระบายน้ำของกรุงเทพมหานครมีความซับซ้อนและยากลำบากยิ่งขึ้น
ดร. มติพล ตั้งมติธรรม นักวิชาการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างดวงจันทร์กับสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ โดยเรียบเรียงเป็นบทความผ่านเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ NARIT ชี้ให้เห็นว่า แรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์เป็นหนึ่งในกลไกที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง และส่งผลต่อการระบายน้ำลงสู่อ่าวไทย
ดวงจันทร์ที่อยู่ห่างจากโลกออกไปกว่า 4 แสนกิโลเมตร ส่งผลต่อน้ำท่วมได้อย่างไร?
นักวิชาการ NARIT ชี้ว่า “ดวงจันทร์” เช่นเดียวกับวัตถุทุกชนิดในเอกภพ ส่งแรงดึงดูดมวลเข้าหามัน แรงโน้มถ่วงนี้ไม่เพียงแต่ขึ้นอยู่กับขนาดของมวล แต่ยังขึ้นอยู่กับระยะห่างอีกด้วย หรือที่เรารู้จักกันในนามของ "กฎแรงโน้มถ่วงของนิวตัน" ในช่วงที่ดวงจันทร์อยู่เหนือศีรษะของเรา จะมีแรงดึงดูด ดึงเราเข้าไปหาดวงจันทร์ แต่ในปริมาณน้อยกว่าที่โลกของเราดึงดูดเราเป็นอย่างมาก เราจึงไม่ต้องกังวลว่าดวงจันทร์จะดูดเราหลุดออกไปจากโลกเร็วๆ นี้แต่อย่างใด
ลองนึกภาพว่าเรายืนอยู่บนโลกโดยมีดวงจันทร์อยู่เหนือศีรษะ ในตำแหน่งนี้ศีรษะของเราจะอยู่ใกล้ดวงจันทร์มากกว่าพื้นดินใต้เท้าเล็กน้อย จึงได้รับแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์มากว่า แต่แรงโน้มถ่วงนี้มีปริมาณเพียงหนึ่งในสิบล้านล้านส่วนของแรงโน้มถ่วงที่โลกกระทำกับเรา เราจึงมักจะไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอันน้อยนิดนี้
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองในระดับที่ใหญ่ขึ้น น้ำในอ่าวไทยที่เชื่อมต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย มีระยะห่างจากดวงจันทร์แตกต่างกันกว่า 6,000 กม. แรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ที่แตกต่างกันส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรไหลไปกองกันในบริเวณใกล้และไกลจากดวงจันทร์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “น้ำขึ้น-น้ำลง” หรือ “แรงไทดัล” นั่นเอง
แต่ดวงจันทร์นั้นไม่ใช่เพียงวัตถุเดียวที่มีแรงไทดัลต่อมหาสมุทรบนโลก ดวงอาทิตย์ก็ส่งแรงไทดัลมาบนโลกเช่นกัน แม้ว่าดวงอาทิตย์จะมีมวลมากกว่าดวงจันทร์เป็นอย่างมาก แต่มันก็อยู่ไกลออกไปเป็นอย่างมากเช่นเดียวกัน ผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้แรงไทดัลจากดวงอาทิตย์นั้นมีผลเป็นเพียง 1 ใน 3 ของแรงไทดัลจากดวงจันทร์
แรงไทดัลจากวัตถุทั้งสองนี้ส่งผลต่อกันในรูปแบบที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่จะมาส่งเสริมกันมากที่สุดในช่วงจันทร์เพ็ญ และจันทร์ดับ ส่งผลให้เกิดกระแสน้ำขึ้น-น้ำลงสูงสุด เรียกว่า “น้ำเกิด” (spring tide) ในขณะที่ช่วงข้างขึ้นและข้างแรม 8 ค่ำจะหักล้างกัน ความแตกต่างระหว่างน้ำขึ้น-น้ำลงจึงไม่ได้มากนัก เรียกว่า “น้ำตาย” (neap tide)
แล้วน้ำขึ้น-น้ำลง เกี่ยวข้องกับอุทกภัยในกรุงเทพมหานครอย่างไร?
นักวิชาการ NARIT อธิบายว่า กรุงเทพมหานครนั้นตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยเพียง 1.5 เมตร ด้วยเหตุนี้ในช่วงที่ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยานั้นจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอ่าวไทย จนในบางครั้งทะเลกลับไหลย้อนกลับขึ้นมาในแม่น้ำเสียด้วยซ้ำ
และแม้ว่าในช่วงน้ำเกิดที่ระดับน้ำทะเลขึ้นสูงสุด จะตามมาด้วยระดับน้ำทะเลต่ำสุด แต่ระดับน้ำทะเลที่ลดลงนี้กลับไม่ได้ส่งผลเพิ่มอัตราในการระบายมากขึ้นเท่าใดนัก โดยรวมแล้วในช่วงน้ำเกิด จึงกลับทำให้การระบายโดยรวมของแม่น้ำเจ้าพระยาลดลงเป็นอย่างมาก
แม้จะเป็นที่ชัดเจนว่า ปริมาณน้ำฝนอันมหาศาลนั้นจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดอุทกภัยในครั้งนี้ แต่จันทร์เพ็ญในวันที่ 26 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา มีผลทำให้เกิดกระแสน้ำขึ้นสูงสุด (น้ำทะเลหนุน) ซึ่งในช่วงที่มีปริมาณมากที่สุดย่อมจะเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำสะสมในกรุงเทพมหานครเป็นอย่างมาก
และระหว่างที่ทางการกำลังระบายน้ำออกไปนี้ เฟสของดวงจันทร์ที่กำลังจะเข้าสู่ช่วงน้ำตายในวันที่ 4 ตุลาคม 2569 ก็จะช่วยให้การระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยตามธรรมชาติของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นไปได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ และหวังว่าจะอุทกภัยในครั้งนี้จะผ่านพ้นไปเสียที
“แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นี่ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ยังเตือนให้เราระลึกเสมอ ว่า “ดาราศาสตร์” และการเคลื่อนที่ของวัตถุบนท้องฟ้า ก็ยังคงสามารถส่งอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์บนโลกได้เสมอ”
ข้อมูล : เพจเฟซบุ๊กสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT)
: ดร. มติพล ตั้งมติธรรม - นักวิชาการ NARIT




