‘เจนนี่ รัชนก’ จับพี่เลี้ยงหัวขโมย จากความเชื่อใจสู่คนที่ต้องระวังเมื่อเงินหายไปพร้อมกับ ‘ความไว้ใจ’

7 ก.ย. 2569 - 13:56

  • เจนนี่บอกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ “เสียใจและเจ็บปวด” เพราะเป็นคนที่รักและไว้ใจมาก ก่อนตัดสินใจไม่เอาเรื่อง ให้อภัย แต่ไม่สามารถให้โอกาสได้อีก

  • การถูกคนใกล้ตัวหักหลังอาจกระทบมากกว่าสิ่งที่สูญเสีย เพราะสิ่งที่ถูกทำลายไปพร้อมกันคือความเชื่อว่าเราสามารถไว้ใจคนคนนี้ได้

  • การให้อภัยกับการกลับมาไว้ใจเป็นคนละเรื่องกัน เราอาจเลือกไม่โกรธหรือไม่เอาคืนใครแล้ว แต่ขอเลือกตั้งขอบเขตและไม่เปิดโอกาสให้เขากลับมาทำร้ายเราได้อีก

‘เจนนี่ รัชนก’ จับพี่เลี้ยงหัวขโมย จากความเชื่อใจสู่คนที่ต้องระวังเมื่อเงินหายไปพร้อมกับ ‘ความไว้ใจ’

ถ้าเงินหายแล้วรู้ว่าคนแปลกหน้าเป็นคนเอาไปเราคงโกรธและเสียดาย แต่ถ้าคนที่เอาไปกลับเป็น คนที่อยู่ในบ้าน เจอกันทุกวัน ดูแลลูก และเป็นคนที่เราไว้ใจ ความรู้สึกคงไม่เหมือนกัน เพราะนอกจากเงินที่หายไปแล้วเรายังต้องรับมือกับคำถามว่า “ทำไมถึงเป็นคนนี้?”

เรื่องคล้ายกันนี้เกิดขึ้นกับ เจนนี่ รัชนก หรือ เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น หลังเจ้าตัวโพสต์ถึงปัญหากับคนใกล้ตัวที่เธอบอกว่า “รักมากและไว้ใจมาก” ก่อนที่ ยิว ฉัตรมงคล จะเปิดเผยว่าเป็นกรณีพี่เลี้ยงขโมยเงิน โดยเจนนี่ตัดสินใจไม่เอาเรื่องและให้อภัยแต่คงไม่สามารถให้โอกาสกลับมาทำงานได้อีก

มีรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้เจนนี่เริ่มสงสัยหลังเงินสดหายอยู่หลายครั้ง จนทริปพัทยาล่าสุดจึงนำธนบัตร 1,000 บาท 3 ใบมาทำเครื่องหมายเอาไว้ก่อนพบเงินดังกล่าวอยู่กับพี่เลี้ยง และเมื่อตรวจสอบก็พบว่าเป็นธนบัตรที่ทำสัญลักษณ์ไว้จึงตัดสินใจให้ออกจากงาน

ถ้ามองแค่เหตุการณ์สิ่งที่หายคือ เงิน 3,000 บาท แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้หนักขึ้นคือ คนที่ถูกจับได้เป็นคนที่ครอบครัวเคยไว้ใจ

เพราะเวลาเราไว้ใจใครเราจะค่อย ๆ เลิกระวังเขา เราไม่ได้นับเงินทุกครั้งที่คนในบ้านเดินผ่านกระเป๋า ไม่ได้เก็บของมีค่าทุกชิ้นทันทีที่คนสนิทเข้าห้อง และไม่คอยคิดตลอดเวลาว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรลับหลังหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นก็คงเรียกว่าไว้ใจกันไม่ได้ตั้งแต่แรก

ปัญหาจึงเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งพบว่า คนที่เราไม่เคยคิดว่าต้องระวังกลับกลายเป็นคนที่เราต้องระวังเสียเอง

สิ่งที่ตามมามักไม่ได้มีแค่เหตุการณ์ตรงหน้า เราอาจเริ่มย้อนคิดถึงเรื่องเก่าๆ เงินที่เคยหาไม่เจอ ของที่เคยคิดว่าตัวเองทำหาย หรือเหตุการณ์บางอย่างที่เคยมองข้าม ก่อนจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า “แล้วก่อนหน้านี้ล่ะ?”

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การถูกคนใกล้ตัวหักหลังเจ็บกว่าการถูกคนที่เราไม่ได้ผูกพันทำร้าย เพราะเราไม่ได้เสียแค่บางอย่างในปัจจุบัน แต่ความมั่นใจที่มีต่อเรื่องในอดีตก็อาจสั่นคลอนไปด้วย

ในทางจิตวิทยา ความไว้ใจไม่ได้กลับมาทันทีเพียงเพราะอีกฝ่ายขอโทษ งานศึกษาเรื่องความสัมพันธ์หลังเกิดการทรยศพบว่า การสร้างความไว้ใจกลับมาเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งเวลา การสื่อสาร และการทำให้อีกฝ่ายรู้สึกปลอดภัยอีกครั้ง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจครั้งเดียว

ตรงนี้ทำให้ประโยคของเจนนี่ที่ว่า “ให้อภัย แต่ไม่ให้โอกาส” น่าสนใจ เพราะหลายครั้งเราเผลอคิดว่า ถ้าให้อภัยใครแล้วก็ควรยอมให้เขากลับเข้ามาในชีวิตเหมือนเดิม

ทั้งที่ความจริงแล้ว การให้อภัยกับการไว้ใจเป็นคนละเรื่อง

เราอาจไม่โกรธ ไม่อยากเอาคืน หรือไม่อยากเก็บเรื่องนั้นมาทำร้ายตัวเองอีกแล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ยังเลือกได้ว่า จะไม่กลับไปอยู่ในสถานการณ์เดิม จะไม่ฝากของไว้กับคนคนนี้อีก หรือจะไม่เปิดพื้นที่ในชีวิตให้เขาเหมือนที่ผ่านมา

เพราะความไว้ใจไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายควรได้รับคืนทันทีหลังพูดคำว่า “ขอโทษ” แต่เป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ สร้างขึ้นมาใหม่จากการกระทำ และบางความสัมพันธ์ก็อาจสร้างกลับมาไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว

กรณีของเจนนี่จึงอาจเริ่มต้นจากเรื่อง พี่เลี้ยงขโมยเงิน แต่สุดท้ายสิ่งที่หลายคนน่าจะเข้าใจได้ไม่ยากคือ ความรู้สึกตอนรู้ว่า คนที่เราเคยไว้ใจกลับเป็นคนที่ทำให้เราต้องระวัง

เงินที่หายไปอาจหาใหม่ได้ แต่ความไว้ใจเมื่อเสียไปแล้วบางครั้งต่อให้ให้อภัยกันได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์