เหตุการณ์ฟ้าผ่า...ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือภัยธรรมชาติที่มนุษย์ประมาทไม่ได้

5 ส.ค. 2569 - 14:55

  • ฟ้าผ่าสามารถเกิดขึ้นได้แม้ฝนยังไม่ตกถึงจุดที่เราอยู่

  • สนามฟุตบอลและพื้นที่โล่งคือจุดเสี่ยงเมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

  • รู้จัก "กฎ 30-30" และวิธีเอาตัวรอดที่อาจช่วยรักษาชีวิตได้

เหตุการณ์ฟ้าผ่า...ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือภัยธรรมชาติที่มนุษย์ประมาทไม่ได้

กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงฤดูฝน เมื่อสายฟ้าฟาดลงกลางสนามฟุตบอล คร่าชีวิต "ซอฟวัน อาแว" นักฟุตบอลสโมสร เอฟซี ยะลา ในการแข่งขัน “โกลก เอฟเอ คัพ” โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับวงการกีฬา ครอบครัว และผู้ที่ได้รับรู้ข่าว เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าเกมฟุตบอลจะจบลงด้วยการสูญเสียชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นข่าวเศร้า แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนว่า "ฟ้าผ่า" เป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วและคร่าชีวิตผู้คนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

หลายคนยังมีความเข้าใจผิดว่า ฟ้าผ่าจะเกิดขึ้นเฉพาะตอนฝนตกหนักเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง หากได้ยินเสียงฟ้าร้องนั่นหมายความว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในระยะอันตราย ฟ้าสามารถผ่าลงมาได้ แม้ฝนจะยังตกไม่ถึงจุดที่เรายืนอยู่ก็ตาม

ทำไมสนามฟุตบอลจึงเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการโดนฟ้าผ่า

สนามฟุตบอลเป็นพื้นที่โล่งกว้าง แทบไม่มีสิ่งกำบังที่ปลอดภัย เมื่อนักกีฬากระจายตัวอยู่กลางสนาม โอกาสได้รับผลกระทบจากฟ้าผ่าจึงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง

นอกจากนี้ โครงสร้างต่างๆ เช่น ประตูฟุตบอล เสาไฟส่องสว่าง และรั้วโลหะ อาจเป็นจุดที่กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าสามารถกระจายไปยังบริเวณใกล้เคียงได้ จึงทำให้การแข่งขันกีฬากลางแจ้งในช่วงสภาพอากาศแปรปรวนมีความเสี่ยงอย่างยิ่ง

หลายประเทศทั่วโลกกำหนดให้ผู้ตัดสินสามารถยุติการแข่งขันทันทีเมื่อพบสัญญาณพายุฝนฟ้าคะนอง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้ชม มากกว่าการแข่งขัน

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟ้าผ่าคร่าชีวิตคนไทย

เหตุการณ์ของ ซอฟวัน อาแว ไม่ใช่ครั้งแรกที่สังคมไทยต้องสูญเสียชีวิตจากเหตุฟ้าผ่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีรายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากฟ้าผ่าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเกษตรกรที่กำลังทำงานในนา ชาวสวน ชาวประมง ผู้ที่หลบฝนใต้ต้นไม้ รวมถึงผู้ใช้รถจักรยานยนต์ที่ต้องเผชิญพายุฝนระหว่างเดินทาง

หลายเหตุการณ์กลายเป็นข่าวใหญ่เพราะเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่วินาที โดยผู้ประสบเหตุแทบไม่มีโอกาสตั้งตัว สะท้อนว่าฟ้าผ่าไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่ และไม่เลือกอาชีพของผู้เคราะห์ร้าย

ประเทศไทยกับความเสี่ยงจากฟ้าผ่า

ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนจึงมีพายุฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม

เมื่ออากาศร้อนจัดปะทะกับมวลอากาศเย็นจะก่อให้เกิดเมฆฝนขนาดใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดฟ้าแลบและฟ้าผ่า ทำให้หลายพื้นที่ของประเทศมีความเสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่โล่ง เช่น สนามกีฬา นาข้าว สวนยาง ชายหาด หรือแหล่งน้ำ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า หากได้ยินเสียงฟ้าร้องแม้เพียงแผ่วเบาก็ไม่ควรอยู่กลางแจ้งต่อ เพราะฟ้าผ่าสามารถเกิดขึ้นห่างจากกลุ่มเมฆฝนได้หลายกิโลเมตร

วิธีเอาตัวรอดจากฟ้าผ่า

เมื่อเกิดฝนฟ้าคะนองสิ่งสำคัญที่สุดคือการรีบออกจากพื้นที่โล่งและหาที่หลบที่ปลอดภัย อาคารที่มีโครงสร้างแข็งแรง หรือรถยนต์ที่ปิดประตูและหน้าต่างมิดชิด ถือเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยกว่าการยืนกลางแจ้ง

ไม่ควรหลบใต้ต้นไม้ใหญ่เพราะต้นไม้มักเป็นจุดรับกระแสไฟฟ้า และกระแสไฟอาจกระโดดมายังผู้ที่ยืนอยู่ใกล้ได้ เช่นเดียวกับการอยู่ใกล้เสาไฟ รั้วโลหะ หรือแหล่งน้ำ ซึ่งล้วนเพิ่มความเสี่ยง

ผู้ที่ขี่รถจักรยานยนต์ควรหาที่ปลอดภัยทันทีเมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนองเพราะรถจักรยานยนต์ไม่สามารถป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่าได้

อีกหลักการที่หลายหน่วยงานด้านความปลอดภัยแนะนำคือ กฎ 30-30 คือ หากนับเวลาระหว่างเห็นฟ้าแลบกับได้ยินเสียงฟ้าร้องได้น้อยกว่า 30 วินาทีให้รีบหลบเข้าที่ปลอดภัย และหลังเสียงฟ้าร้องครั้งสุดท้ายควรรออย่างน้อย 30 นาทีจึงกลับไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง

หากพบผู้ถูกฟ้าผ่าสามารถเข้าให้การช่วยเหลือได้ทันที เพราะร่างกายของผู้ประสบเหตุจะไม่มีกระแสไฟฟ้าค้างอยู่ การโทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินและเริ่มทำ CPR หากผู้ป่วยหยุดหายใจอาจช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้

เพราะชีวิตของมนุษย์สำคัญกว่าทุกการแข่งขัน

การจากไปของ ซอฟวัน อาแว คือความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เหตุการณ์นี้ควรเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้จัดการแข่งขันกีฬา โรงเรียน ชุมชน และประชาชนทุกคน ให้ตระหนักถึงอันตรายของพายุฝนฟ้าคะนองมากยิ่งขึ้น

บางครั้งการตัดสินใจหยุดการแข่งขันเพียงไม่กี่นาที หรือการเลือกหาที่หลบภัยทันทีที่ได้ยินเสียงฟ้าร้องอาจเป็นการตัดสินใจที่ช่วยรักษาชีวิตของใครอีกหลายคนได้

เพราะสุดท้ายแล้วไม่มีชัยชนะใดมีค่ามากไปกว่า "การได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย"

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์