นับตั้งแต่ 15 กรกฎาคมที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าว ณ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ถึงการดำเนินการในคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ “โกงสอบท้องถิ่น” ที่เราเข้าใจกัน คดีนี้กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสำคัญอีกครั้ง หลังปรากฏความคืบหน้าทั้งในมิติการสืบสวนเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง การตรวจสอบช่องโหว่ของระบบจัดสอบ และการทบทวนผลสอบของผู้สมัครทั่วประเทศ
ทยอยเข้ารับทราบข้อกล่าวหา
หลังการขยายผล ตัวละครสำคัญในคดีเริ่มเดินออกจากเงามืดเข้าสู่กระบวนการสอบสวนอย่างเป็นทางการ หนึ่งในนั้นคือ เรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เข้าพบพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหารวม 7 ข้อหา ประกอบด้วย ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ปลอมเอกสารราชการ รับรองเอกสารราชการอันเป็นเท็จ ร่วมกันทำเอกสารของผู้อื่นสูญหาย ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ร่วมกันเปิดหรือเข้าถึงเอกสารปิดผนึก และร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
ขณะเดียวกัน กลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมกันแก้ไขกระดาษคำตอบผู้เข้าสอบ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 4 คน จากทั้งหมด 11 คน โดยถูกแจ้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
จุดเริ่มต้นจากคำซัดทอด สู่การเชื่อมโยงเครือข่ายแก้คำตอบ
คดีนี้เริ่มขยายวงกว้างขึ้นหลังคำให้การของ อัศวิน โชติพนัง หรือ ‘ดร.วิน’ ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ซึ่งอ้างว่า เรืองเดชเป็นผู้นำข้อสอบและไฟล์ข้อมูลข้อสอบไปส่งมอบให้กลุ่มบุคคลภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี เพื่อใช้ในการแก้ไขกระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบบางราย
คำให้การดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่นำไปสู่การขยายผลสอบสวน และการออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องหลายรายเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อพนักงานสอบสวน
‘ผอ.สำนักทดสอบฯ มศว’ ยอมรับส่ง ‘แฟลชไดรฟ์’ แต่ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
อย่างไรก็ตาม เรืองเดชยอมรับว่าเป็นผู้นำแฟลชไดรฟ์ไปส่งมอบให้ ดร.วินจริง แต่ยืนยันว่าเป็นการดำเนินการตามขอบเขตงานและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน TOR โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งจาก ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือการแก้ไขคะแนนสอบแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังยอมรับว่ารู้จักกับ ดร.วิน เนื่องจากอยู่ในแวดวงการศึกษาเดียวกัน
ทั้งนี้ ธีรุตม์ ได้ขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานสอบสวนออกไปเป็นสัปดาห์หน้า
‘กมธ.ป.ป.ช.’ ลุย สถ. ตรวจสอบช่องโหว่ระบบจัดสอบ
นอกเหนือจากการดำเนินคดีของตำรวจ ฝ่ายนิติบัญญัติยังไล่บี้หาความจริงเช่นกัน โดยคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร นำโดย อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. เข้าติดตามความคืบหน้าที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)
สถ.ชี้แจงว่า โครงการจัดสอบดังกล่าวมีวงเงินจ้าง มศว รวม 143 ล้านบาท แบ่งเป็น 4 งวด ปัจจุบันยังค้างจ่ายงวดสุดท้าย 32 ล้านบาท โดยได้ชะลอการจ่ายเงินไว้หลังปรากฏข้อกล่าวหาการทุจริต และอยู่ระหว่างหารือกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญา รวมถึงการเรียกค่าเสียหาย
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการเปิดไฟล์ข้อมูล 115 ครั้ง คอมพิวเตอร์ที่ใช้ติดต่อกับ มศว คลิปเสียงเรียกรับผลประโยชน์ 350,000 บาทต่อคน รวมถึงสาเหตุของความไม่สอดคล้องระหว่างกระดาษคำตอบกับผลคะแนนที่ประกาศ
คะแนนรั่วอาจมาจาก 2 ช่องทาง?
สถ.ชี้แจงว่า แฟลชไดรฟ์ต้นฉบับถูกจัดเก็บไว้ในตู้นิรภัยภายในห้องอธิบดี โดยมีผู้ถือกุญแจ 4 คน และทุกครั้งที่เปิดตู้ต้องมีคณะกรรมการร่วมดำเนินการตามขั้นตอน
อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบว่าสาเหตุข้อมูลรั่วไหลเกิดขึ้นจากจุดใดยังไม่แล้วเสร็จ ขณะที่กรรมาธิการ ป.ป.ช. ตั้งข้อสังเกตถึงช่องโหว่ใน TOR โดยเฉพาะการจัดเก็บข้อมูลสำคัญที่ไม่มีระบบเข้ารหัส รวมถึงการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลที่ยังเป็นประเด็นข้อสงสัย
เจ้าหน้าที่ สถ. ยอมรับว่า จากข้อมูลเบื้องต้นสามารถอนุมานได้ว่า “ผู้รับจ้างจัดสอบ” อาจเป็นหนึ่งในจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้ปัญหาลุกลามมาถึงจุดนี้ แต่ยังต้องรอผลตรวจสอบอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ตั้งข้อสังเกตว่า การรั่วไหลของคะแนนอาจเกิดจาก 2 ช่องทาง คือ ฝั่งผู้รับจ้างจัดสอบ และกระบวนการจัดเก็บแฟลชไดรฟ์ภายใน สถ.
จ่อลงดาบผู้มีคะแนนผิดปกติกว่า 5,900 ราย
ส่วนจากการตรวจสอบกระดาษคำตอบผู้เข้าสอบกว่า 270,000 คน สถ.พบผู้มีคะแนนผิดปกติกว่า 5,900 คน ประกอบด้วย
- กลุ่มที่คะแนนจริงไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ถูกแก้ไขคะแนนจนได้รับสิทธิ จำนวน 5,129 คน
- กลุ่มที่สอบผ่านเกณฑ์อยู่แล้ว แต่มีการแก้ไขคะแนนเพื่อให้ได้ลำดับที่ดีขึ้น จำนวน 790 คน
สำหรับกลุ่ม 5,129 คน สถ.มีแนวโน้มเสนอให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากถือว่าไม่มีสิทธิได้รับการบรรจุตั้งแต่ต้นตามกฎหมาย
ส่วนกลุ่ม 790 คน ซึ่งมีผู้ได้รับการบรรจุแล้ว 565 คน อยู่ระหว่างพิจารณา 2 แนวทาง คือ การปรับคะแนนกลับตามความเป็นจริงก่อนดำเนินการทางวินัย หรือการพักราชการและให้ออกจากราชการไว้ก่อน
ทั้งนี้ สถ. ให้เหตุผลถึงตัวเลขผู้ที่พบความผิดปกติระหว่าง สถ. และที่ ป.ป.ช. รายงานก่อนหน้านี้ (5,960 คน) แตกต่างกัน เนื่องจากใช้ฐานข้อมูลและพยานหลักฐานคนละชุด โดย สถ. ตรวจสอบกระดาษคำตอบทั้งหมดกว่า 270,000 คน และยึดผลคะแนนจากระบบสแกนเป็นหลัก หากพบคะแนนไม่ตรงกับที่ประกาศ จะถูกจัดเป็นกลุ่มคะแนนผิดปกติ แบ่งเป็นผู้ไม่ผ่านแต่มีการแก้ไขคะแนน และผู้ผ่านที่คะแนนถูกปรับเปลี่ยน
สัปดาห์แห่งคำตอบของคดีทุจริตสอบท้องถิ่น
ขณะที่การสอบสวนค่อยๆ คลี่ให้เห็นเส้นทางของขบวนการทุจริต อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญที่กำลังมาถึงคือการประชุมของหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินชะตาผู้ได้รับประโยชน์จากคะแนนที่ถูกตั้งข้อสงสัย
ล่าสุด บุญประสงค์ นวลสายย์ รองอธิบดี สถ. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) ทั่วประเทศ เพื่อนัดประชุม ก.กลาง ครั้งที่ 7/2569 ในวันที่ 6 สิงหาคม เวลา 13.00 น.
การประชุมดังกล่าวจะเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ในวันที่ 5 สิงหาคม ซึ่งถูกจับตาว่าอาจมีการพิจารณาแนวทางดำเนินการต่อผู้ที่มีคะแนนผิดปกติกว่า 5,900 ราย ก่อนเสนอความเห็นหรือมติที่เกี่ยวข้องให้ ก.กลาง พิจารณาในการประชุมวันที่ 6 สิงหาคม
ขณะเดียวกัน ต้องติดตามว่าจะมีการหยิบยกประเด็นการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันประจำปี 2568 เข้าสู่การพิจารณาหรือไม่ ซึ่งอาจนำไปสู่กระบวนการนับคะแนนใหม่ จัดลำดับคะแนนใหม่ และประกาศบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ฉบับใหม่ เพื่อเยียวยาผู้เข้าสอบที่ได้รับผลกระทบจากการทุจริต
ท่ามกลางแรงกดดันและความคาดหวังจากสังคม การประชุม กสถ. และ ก.กลาง ในวันที่ 5-6 สิงหาคมนี้ จึงถูกจับตาในฐานะหมุดหมายสำคัญของคดีทุจริตสอบท้องถิ่น โดยเฉพาะเมื่อ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุชัดว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะต้องเห็นความคืบหน้าหรือข้อสรุปในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้น ประชาชนควรต้องได้คำตอบที่ชัดเจน
เพราะสิ่งที่รอคอยไม่ใช่เพียงคำตอบว่า “ใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง” แต่คือบทพิสูจน์ว่ากระบวนการภาครัฐจะสามารถเปิดเผยความจริง สร้างความเชื่อมั่น และเรียกคืนความศรัทธาต่อระบบการคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่นกลับมาได้หรือไม่




