แค่หนึ่งประโยคสั้นๆ ที่เหยื่อต้องอ่านซ้ำๆ จากกรณี ‘มินะ’ แฟนด้อม ENGENE สู่ปัญหาบูลลี่ที่ยังฝังลึกในสังคมเอเชีย

7 ส.ค. 2569 - 16:56

  • คนหนึ่งคนอาจพิมพ์เพียงหนึ่งประโยคแต่เหยื่อต้องรับข้อความนับพันพร้อมกัน

  • งานวิจัยชี้ หลายประเทศในเอเชียยังเผชิญปัญหาการบูลลี่ในระดับน่ากังวล

  • ความรักที่มีต่อศิลปินไม่ควรกลายเป็นเหตุผลในการทำร้ายมนุษย์อีกคน

แค่หนึ่งประโยคสั้นๆ ที่เหยื่อต้องอ่านซ้ำๆ จากกรณี ‘มินะ’ แฟนด้อม ENGENE สู่ปัญหาบูลลี่ที่ยังฝังลึกในสังคมเอเชีย

หากมองจากฝั่งของคนที่พิมพ์ คอมเมนต์หนึ่งข้อความอาจใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาที หลายคนคิดว่า ‘เราก็แค่แสดงความคิดเห็น’ หรือ ‘พิมพ์แค่คนเดียวคงไม่เป็นไร’

แต่ในมุมของคนที่ตกเป็นเป้าเขาไม่ได้อ่านข้อความเพียงหนึ่งข้อความ หากต้องเปิดโทรศัพท์มาเจอกับคำด่า การเยาะเย้ย การประชดประชัน และการตัดสินจากคนหลายร้อยหลายพัน หรือบางครั้งหลายหมื่นข้อความพร้อมกัน

นี่คือสิ่งที่หลายคนกำลังตั้งคำถาม หลังเกิดข่าวการเสียชีวิตของ ‘มินะ’ อินฟลูเอนเซอร์และแฟนคลับชาวญี่ปุ่นของวง ENHYPEN ซึ่งก่อนหน้านี้เธอตกเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และมีข้อความโจมตีจำนวนมากส่งตรงถึงเธอ แม้รายละเอียดของเหตุการณ์และสาเหตุการเสียชีวิตยังอยู่บนข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลเป็นหลัก และไม่ควรสรุปว่าการบูลลี่เป็นสาเหตุเพียงอย่างเดียวของการเสียชีวิต แต่เหตุการณ์นี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าการรุมประณามบนโลกออนไลน์สามารถสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อคนคนหนึ่งได้จริง

หลายครั้งสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่ ‘คำหยาบ’ แต่คือการที่คนจำนวนมากเชื่อว่าตัวเองไม่มีส่วนรับผิดชอบ เพราะต่างคนต่างคิดว่า ‘ฉันก็แค่พิมพ์ประโยคเดียว’

เมื่อหนึ่งพันคนคิดเหมือนกันประโยคเดียวจึงกลายเป็นคำด่านับพันประโยคในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

สิ่งนี้เรียกว่า Dogpiling หรือการรุมโจมตีบนโลกออนไลน์ ซึ่งนักจิตวิทยามองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการกลั่นแกล้งทางดิจิทัล (Cyberbullying) เพราะแม้ผู้โจมตีแต่ละคนจะไม่ได้ใช้คำรุนแรงมาก แต่เมื่อข้อความทั้งหมดถาโถมใส่คนคนเดียวพร้อมกัน ผลกระทบทางจิตใจกลับรุนแรงกว่าการถูกตำหนิจากคนเพียงคนเดียวหลายเท่า

งานวิจัยจำนวนมากพบว่า ผู้ที่เผชิญการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล การแยกตัวจากสังคม การทำร้ายตัวเอง และความคิดฆ่าตัวตายมากกว่าคนทั่วไป อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตย้ำว่า การฆ่าตัวตายเป็นผลจากหลายปัจจัยร่วมกันจึงไม่ควรสรุปว่าการบูลลี่เพียงอย่างเดียวเป็นสาเหตุของทุกกรณี

หากมองในระดับภูมิภาคเอเชียปัญหานี้ยังห่างไกลจากคำว่า ‘เรื่องเล็ก’ ผลสำรวจ PISA 2022 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า นักเรียนอายุ 15 ปีในหลายประเทศในเอเชียยังรายงานว่าถูกบูลลี่อย่างต่อเนื่องในสัดส่วนสูง โดยฟิลิปปินส์มีสัดส่วนสูงที่สุดในกลุ่มประเทศที่สำรวจ นักเรียนหญิงถึง 43% และนักเรียนชาย 53% ระบุว่าถูกบูลลี่อย่างน้อยหลายครั้งต่อเดือน ขณะที่อินโดนีเซียอยู่ที่ 25% และ 30% มาเลเซีย 22% และ 29% ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 15% และ 19% แม้จะต่ำกว่าหลายประเทศแต่ก็ยังหมายความว่า เด็กไทยประมาณ 1 ใน 6 คนยังต้องเผชิญการกลั่นแกล้งซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการกลั่นแกล้งยังเป็นปัญหาที่ฝังรากอยู่ในหลายสังคมในเอเชีย และเมื่อวัฒนธรรมการใช้โซเชียลมีเดียเติบโตขึ้นการบูลลี่ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในห้องเรียนอีกต่อไป หากขยายไปสู่ X, TikTok, Instagram และแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ทำให้คนแปลกหน้าจากหลายประเทศสามารถรุมโจมตีคนคนเดียวได้พร้อมกัน

ที่น่าเป็นห่วงคือปัจจุบันแฟนด้อมของศิลปินไม่ได้มีพรมแดนอีกแล้ว แฟนคลับหนึ่งกลุ่มประกอบด้วยผู้คนจากหลายสิบประเทศ เมื่อเกิดข้อขัดแย้งไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง ข้อมูลเพียงโพสต์เดียวก็สามารถถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วจนเกิด ‘ศาลโซเชียล’ ที่ตัดสินคนคนหนึ่งก่อนข้อเท็จจริงจะปรากฏครบถ้วน

หลายคนอ้างว่าทำไปเพื่อปกป้องศิลปิน แต่ในความเป็นจริงศิลปินแทบไม่มีใครออกมาขอให้แฟนคลับไปด่าหรือคุกคามใคร ความรักต่อศิลปินจึงไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการทำร้ายมนุษย์อีกคน โดยเฉพาะเมื่อเราไม่รู้เลยว่าคนที่อยู่หลังหน้าจอกำลังเผชิญกับปัญหาอะไรในชีวิต

ทุกครั้งที่เกิดข่าวสูญเสียเรามักเห็นข้อความว่า ‘ไม่น่าทำแบบนั้นเลย’ หรือ ‘ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลาย’ แต่ความจริงคือ ความเสียหายจำนวนมากเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวันที่ทุกคนจะรู้ข่าวเสียอีก

สุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำร้ายคนคนหนึ่งอาจไม่ใช่คำพูดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือการที่คนจำนวนมากพร้อมใจกันโยนก้อนหินคนละก้อนโดยเชื่อว่าก้อนหินของตัวเองคงเบาเกินกว่าจะทำให้ใครบาดเจ็บ ทั้งที่เมื่อก้อนหินนับพันก้อนตกลงมาพร้อมกัน ไม่มีใครรับน้ำหนักนั้นไหว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์