ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนหลายโรงเรียนเริ่มเปิดภาคเรียนที่ 2 พร้อมกับการกลับมาของนักเรียน แต่สำหรับเด็กบางโรงเรียนการเปิดเทอมครั้งนี้อาจต้องวางโทรศัพท์มือถือไว้ก่อน เพื่อให้เวลากับการเรียนและเพื่อนที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น
แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Phone Off, Learning On หรือ โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู มาตรการที่กรุงเทพมหานครเริ่มผลักดันตั้งแต่ภาคเรียนแรกของปีการศึกษา 2569 ในโรงเรียนสังกัด กทม. ทั้ง 437 แห่ง เพื่อลดการใช้โทรศัพท์มือถือโดยไม่จำเป็นระหว่างอยู่ในโรงเรียน
หลักการคือให้นักเรียนฝากโทรศัพท์ไว้ในพื้นที่จัดเก็บที่ปลอดภัยและรับคืนหลังเลิกเรียน แต่หากจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อการศึกษาก็ยังสามารถใช้ได้ภายใต้การดูแลของครู
ทำไมการวางมือถือจึงสำคัญ?
ทุกวันนี้โทรศัพท์มือถือเป็นทั้งเครื่องมือสื่อสาร เกม และสื่อบันเทิง การแจ้งเตือนหรือข้อความที่เข้ามาระหว่างเรียนอาจทำให้เด็กเสียสมาธิได้
ข้อมูลจาก PISA 2022 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า นักเรียนประมาณ 30% ในกลุ่มประเทศสมาชิก OECD รายงานว่าเสียสมาธิจากการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในคาบคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่หรือทุกคาบ
การลดใช้มือถือจึงอาจช่วยให้เด็กตั้งใจกับบทเรียนได้มากขึ้น ขณะเดียวกันช่วงพักกลางวันหรือเวลาว่างก็เป็นโอกาสให้เด็กได้พูดคุย เล่นกีฬา และทำกิจกรรมกับเพื่อนแทนการใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับหน้าจอ
อย่างไรก็ตาม การจำกัดการใช้มือถือเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าผลการเรียนของเด็กจะดีขึ้นทันที เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ทั้งการสอน สภาพแวดล้อม และการดูแลของผู้ปกครอง
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การห้ามเด็กใช้เทคโนโลยีทั้งหมด แต่เป็นการสอนให้รู้ว่าเวลาไหนควรใช้และเวลาไหนควรวางโทรศัพท์ลง โดยโรงเรียนต้องมีช่องทางติดต่อผู้ปกครองในกรณีฉุกเฉินด้วย
Phone Off, Learning On จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจในการสร้างสมดุลระหว่างโลกออนไลน์กับชีวิตจริง เพราะการเรียนรู้ไม่ได้เกิดขึ้นจากหน้าจอเท่านั้น แต่ยังเกิดจากการฟังครู การพูดคุยกับเพื่อน และการลงมือทำกิจกรรมร่วมกัน
บางครั้งการวางโทรศัพท์ลงชั่วคราวอาจช่วยให้เด็กมีโอกาสค้นพบและเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้มากขึ้น




