บทบาทของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กับการผลักดัน "ข้อกำหนดกรุงเทพ" สู่มาตรฐานสากล

15 มิ.ย. 2569 - 10:19

  • 'ข้อกำหนดกรุงเทพ' สะท้อนพระอัจฉริยภาพเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ยกระดับสิทธิผู้ต้องขังหญิงสู่สากล พร้อมตั้งโครงการใหม่ดันการนำไปใช้จริงทั่วโลก

บทบาทของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ กับการผลักดัน "ข้อกำหนดกรุงเทพ" สู่มาตรฐานสากล

การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนานนับศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง" ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานสากลมาแต่เดิม ถูกวิจารณ์ว่าเป็นกฎเกณฑ์ที่ออกแบบขึ้นภายใต้ทัศนะแบบ "ชายเป็นศูนย์กลาง"

เนื่องจากในอดีตประชากรเรือนจำกว่าร้อยละ 90 ทั่วโลกเป็นเพศชาย ส่งผลให้ผู้ต้องขังหญิงกลายเป็น "ประชากรที่ถูกลืม" ที่ไม่ได้รับการตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะทางสรีระและเพศสภาพ

จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งทรงมีพื้นฐานทางนิติศาสตร์อย่างลึกซึ้งจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสองจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย 

ตลอดจนปริญญาโท (LL.M.) และปริญญาเอกทางกฎหมาย (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา ได้ทรงใช้พระอัจฉริยภาพทางกฎหมายในการวิเคราะห์และขับเคลื่อนการปฏิรูปทัณฑสถานผ่านการผลักดัน "ข้อกำหนดกรุงเทพ" (The Bangkok Rules) ให้ก้าวขึ้นสู่มาตรฐานสากล

ปูมหลังและกลไกเชิงนโยบายการขับเคลื่อนสู่นานาชาติ

การปฏิรูปทางประวัติศาสตร์นี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่พระองค์ได้เสด็จเยือนทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อปี พ.ศ. 2541 ในฐานะนักศึกษา ทรงพบเห็นความเปราะบางเฉพาะด้านของสตรีตั้งครรภ์และเด็กติดผู้ต้องขัง 

ทรงริเริ่ม "โครงการกำลังใจ" ขึ้นในปี พ.ศ. 2549 เพื่อประทานความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม 

ผลสัมฤทธิ์อันเป็นที่ประจักษ์ได้รับการเผยแพร่ต่อที่ประชุมสหประชาชาติ ณ นครเวียนนา ในปี พ.ศ. 2551 นำไปสู่การริเริ่มโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง เพื่อยกร่างมาตรฐานสากลใหม่

ในการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา (CCPCJ) ปี พ.ศ. 2552 รัฐบาลไทยภายใต้พระดำริและการสนับสนุนอย่างแข็งขันของพระองค์ ได้ยื่นเสนอร่างข้อมติว่าด้วยสิทธิ์ของผู้ต้องขังหญิง

ผ่านการระดมสมองของผู้เชี่ยวชาญและการรณรงค์เจรจาต่อรองระดับสากลด้วยพระองค์เอง จนกระทั่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 65 มีมติรับรองข้อกำหนดดังกล่าวอย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โครงสร้างและการบูรณาการร่วมกับระบบยุติธรรมระดับโลก

ข้อกำหนดกรุงเทพประกอบด้วยข้อกำหนดทั้งสิ้น 70 ข้อ ซึ่งไม่ได้มุ่งสร้างสิทธิพิเศษทางเพศสภาพ แต่เพื่อเติมเต็มโอกาสและสร้างสิทธิ์ที่เท่าเทียมโดยสอดรับกับความต้องการเฉพาะของผู้หญิง 

ข้อกำหนดนี้จัดทำขึ้นโดยเสริมประสิทธิภาพร่วมกับกติกาสากลอื่นๆ เช่น อนุสัญญาการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ

วิวัฒนาการและการแก้ไขความท้าทายในทศวรรษใหม่

เพื่อแปลงข้อกำหนดกรุงเทพไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลไทยได้จัดตั้งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ขึ้นในปี พ.ศ. 2554 

ประสานความร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ซึ่งได้ทูลเกล้าถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แด่พระองค์ในปี พ.ศ. 2560 เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ในโอกาสครบรอบ 15 ปีของข้อกำหนดกรุงเทพ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ได้มีการเปิดตัวโครงการระดับโลก "Bangkok Rules Accelerator" เพื่อเร่งรัดกระบวนการนำข้อกำหนดนี้ไปใช้จริงในประเทศนำร่องต่างๆ 

ควบคู่ไปกับการขยายขอบเขตการทำงานร่วมกับวาระโลกด้านสตรี สันติภาพ และความมั่นคง (WPS agenda) ในอีก 5 ปีข้างหน้า อันเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาการจัดสรรงบประมาณที่จำกัดในอดีต

ข้อกำหนดกรุงเทพนับเป็นมรดกทางนิติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนมุมมองของระบบยุติธรรมโลกต่อบทบาทของสตรีในทัณฑวิทยา 

พระปณิธานและพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในฐานะนักกฎหมายและทูตผู้ผลักดันนโยบายสากล ได้ช่วยเปลี่ยนผ่านสถานะของผู้ต้องขังหญิงจากการเป็นกลุ่มประชากรที่ถูกละเลยไปสู่ผู้ได้รับความคุ้มครองทางสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม 

การเดินทางของข้อกำหนดกรุงเทพตลอดทศวรรษครึ่งที่ผ่านมาจึงมิใช่เพียงความสำเร็จด้านการทูตของไทย แต่คือรากฐานของการปฏิรูปสังคมอย่างยั่งยืนที่สร้างโอกาสและการยอมรับความแตกต่างทางเพศสภาพอย่างเป็นรูปธรรม

อ้างอิง

tijthailand / tijbangkokrules / friendsofpa / prachachat / unodc / tijthailand / the101.world /

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์