กรมชลฯ ปรับแผนหน่วงน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่ม 80 ซม. ยันตรึงระบาย 1,950 ลบ.ม.เซฟพื้นที่ท้ายน้ำ

27 ก.ย. 2569 - 16:43

  • ตรึงระบายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ที่ 1,950 ลบ.ม./วินาที พร้อมหน่วงน้ำเหนือเขื่อนสูงขึ้นอีก 80 ซม.เตือนพื้นที่เหนือเขื่อนรับมือ

  • วิกฤตฝนสะสมภาคตะวันออก ฝนตกหนัก 300–500 มม. กระทบ 8 จังหวัด เร่งหน่วงน้ำในอ่างฯ และผันน้ำลงทะเล

  • พร้อมช่วยเหลือ 24 ชม. กรมชลฯ เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงตลอดวัน ระดมเครื่องจักรและเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือทันทีผ่านสายด่วน 1460

กรมชลฯ ปรับแผนหน่วงน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่ม 80 ซม. ยันตรึงระบาย 1,950 ลบ.ม.เซฟพื้นที่ท้ายน้ำ

กรมชลประทานปรับแผนรับมือมวลน้ำทั่วประเทศ หน่วงน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่ม 80 ซม. แจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ยันตรึงการระบายน้ำที่ 1,950 ลบ.ม./วินาที เพื่อลดผลกระทบท้ายเขื่อน พร้อมระดมเครื่องจักรกู้วิกฤตภาคตะวันออก หลังฝนถล่ม 500 มม.

ภาพรวมสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำ

วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี โดยติดตามปริมาณฝน น้ำท่า และปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ควบคู่กับการควบคุมเกณฑ์ปริมาณน้ำในเขื่อนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ฝนในแต่ละพื้นที่ รวมถึงใช้ระบบชลประทานช่วยรับและกระจายน้ำ เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำสายหลัก และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

rid-chaophraya-dam-hold-water-80cm-27-sep-2026-4.jpg

ปรับแผนบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา

หน่วงน้ำเหนือเขื่อนเพิ่ม 80 เซนติเมตร

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาปัจจุบัน ที่สถานี C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,849 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำโดยหน่วงน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพิ่มจากเดิมอีกประมาณ 80 เซนติเมตร ควบคู่กับการแบ่งรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพของพื้นที่ เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน

ทั้งนี้ ได้เฝ้าระวังผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นบริเวณเหนือเขื่อนอย่างใกล้ชิด พร้อมมีหนังสือแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมและแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทราบ

ตรึงระดับการระบายน้ำ 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ขณะที่ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าและระดับน้ำทั้งเหนือและท้ายเขื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา หากจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำ จะดำเนินการอย่างเป็นขั้นบันได พร้อมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนให้ทราบล่วงหน้า โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการลดผลกระทบต่อประชาชนทั้งด้านเหนือและท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ

rid-chaophraya-dam-hold-water-80cm-27-sep-2026-7.jpg

การรับมือสถานการณ์อุทกภัยและมาตรการช่วยเหลือประชาชน

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมชลประทานยังคงเดินหน้าบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มกำลัง โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและการลดผลกระทบต่อประชาชนเป็นหลัก พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

“กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ และสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ รวมถึงเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ได้มากที่สุด จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ”

— อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

สถานการณ์และแผนการเร่งระบายน้ำภาคตะวันออก หลังฝนสะสม 500 มม.

วันที่ 27 กันยายน 2569 นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคตะวันออก ระหว่างวันที่ 23 - 26 ก.ย. 69 มีปริมาณฝนสะสม 4 วัน ประมาณ 300-500 มิลลิเมตร กระจายครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่งในหลายพื้นที่ โดยส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งกรมชลประทานได้เร่งบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำ การพร่องน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลลงมา รวมถึงติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในจุดสำคัญ เพื่อเร่งระบายน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชน

ผลการดำเนินงานจำแนกตามรายจังหวัดในภาคตะวันออก

จังหวัดนครนายก

กรมชลประทานใช้ศักยภาพของอ่างเก็บน้ำเขื่อนขุนด่านปราการชล ในการหน่วงและชะลอน้ำจากพื้นที่ต้นน้ำโดยบริหารจังหวะการระบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ ช่วยลดการไหลมาสมทบของมวลน้ำจากลำน้ำสายต่างๆ ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะนี้มีน้ำจากพื้นที่เขาใหญ่ไหลลงอ่างฯ อย่างต่อเนื่อง มีการควบคุมเพื่อรักษาระดับน้ำในอ่างฯ เตรียมพื้นที่ไว้รองรับน้ำที่อาจไหลเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้ ได้ประสานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์พื้นที่ท้ายน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมแจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์แล้ว

จังหวัดปราจีนบุรี

ด้านต้นน้ำ กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำที่เขื่อนนฤบดินทรจินดา โดยสามารถเก็บกักน้ำที่ไหลมาจากห้วยโสมงได้ทั้งหมด ขณะที่น้ำจากแควหนุมาน (ใสน้อย - ใสใหญ่) ซึ่งไม่มีอ่างเก็บน้ำไว้หน่วงน้ำ จะไหลมารวมกับน้ำจากคลองพระปรง ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณตลาดเก่า อำเภอกบินทร์บุรี ที่สถานีวัดน้ำ Ktg3 มีแนวโน้มสูงขึ้น ก่อนที่มวลน้ำจะไหลต่อไปยังอำเภอเมืองปราจีนบุรี ในลำดับต่อไป กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำด้วยการรับน้ำผ่านประตูระบายน้ำหาดยางเข้าสู่ทุ่งบางพวง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่แม่น้ำบางปะกง พร้อมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปลายคลองบางกระดาน คลองบางกะเจ็ด และคลองคูมอญ เร่งระบายน้ำและลดระดับน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี ช่วยลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนเมืองปราจีนบุรี

จังหวัดสระแก้ว

บริเวณคลองพระสะทึง กรมชลประทานได้ใช้อ่างเก็บน้ำคลองพระสะทึงชะลอน้ำและควบคุมผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำมา แต่จากฝนที่ตกหนักบริเวณต้นน้ำช่วงที่ผ่านมา จึงได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็นขั้นบันได ปัจจุบันระดับน้ำเริ่มทรงตัวและลดลง หากไม่มีปริมาณน้ำไหลเข้ามาเพิ่มเติม จะพิจารณาปรับลดการระบายลง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ

rid-chaophraya-dam-hold-water-80cm-27-sep-2026-SPACEBAR-Photo02.jpg

จังหวัดฉะเชิงเทรา

กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำด้านเหนือน้ำ โดยเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองสียัด ช่วยหน่วงน้ำที่จะไหลลงมาตามคลองท่าลาด ลดผลกระทบต่อชุมชนริมคลอง ปัจจุบันได้บริหารจัดการน้ำในอ่างฯ อย่างใกล้ชิดพร้อมควบคุมระดับน้ำและเตรียมพื้นที่รองรับน้ำที่จะไหลเข้ามาเพิ่มเติม ทั้งนี้ กรมชลประทานได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำบริเวณปลายคลองท่าลาด เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำบางปะกง

จังหวัดชลบุรี

กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำด้านต้นน้ำ โดยเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำคลองหลวงรัชชโลธร แต่เนื่องจากมีฝนตกหนักบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างฯ ทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณอำเภอพนัสนิคม ต้องเร่งระบายน้ำผ่านระบบคลองชลประทานพานทอง เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมโดยเร็ว ส่วนพื้นที่อื่นยังมีฝนตกในบริเวณชุมชน ที่พักอาศัย และเส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะพื้นที่บางแสนและอำเภอศรีราชา ซึ่งได้กำชับให้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จังหวัดระยอง

มีฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ต้นน้ำในเขตอำเภอปลวกแดง โดยมวลน้ำจะไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ซึ่งกรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำและใช้ศักยภาพของอ่างเก็บน้ำในการหน่วงและชะลออย่างเต็มที่ ส่วนพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังคือบริเวณด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ ซึ่งหากมีฝนตกเพิ่มเติมอาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังได้

จังหวัดจันทบุรี

ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองวังโตนด กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกดและอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว พร้อมเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลผ่านประตูระบายน้ำคลองวังโตนด พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่แล้ว ส่วนลุ่มน้ำจันทบุรี มีน้ำไหลจากอำเภอเขาคิชฌกูฏและอำเภอมะขามเข้าสู่พื้นที่ตัวเมืองจันทบุรี กรมชลประทานได้บริหารจัดการโดยผันน้ำเข้าสู่คลองภักดีรำไพ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำในแม่น้ำจันทบุรี ไม่ให้สูงจนล้นตลิ่งและส่งผลกระทบต่อพื้นที่อำเภอเมืองจันทบุรี

จังหวัดตราด

ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมบริเวณอำเภอเมือง กรมชลประทานได้พร่องน้ำในอ่างเก็บน้ำเขาระกำขยาย (อ่างเก็บน้ำสีเสียด) ล่วงหน้าตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมยกบานระบายน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ปัจจุบันสามารถระบายน้ำได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตัวเมือง

rid-chaophraya-dam-hold-water-80cm-27-sep-2026-SPACEBAR-Photo03.jpg

ช่องทางการติดตามข้อมูลและการแจ้งขอความช่วยเหลือ

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมชลประทานยังคงติดตามสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยจะเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ประสบอุทกภัย ควบคู่กับการควบคุมและชะลอน้ำในพื้นที่ที่มีศักยภาพ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่ โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทร. 1460 สายด่วนกรมชลประทาน ได้ตลอด 24 ชม.

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์