จากกรณีหญิงชาวไทยอ้างถูกลวนลามบนเที่ยวบิน flydubai สู่คำถามว่า ทำไมเหตุการณ์ลักษณะนี้ยังคงเกิดขึ้นบนพื้นที่ที่ควรปลอดภัย
เที่ยวบินที่ควรเป็นเพียงการเดินทางกลับบ้านกลับกลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้โดยสารหญิงชาวไทยรายหนึ่งต้องจดจำไปตลอดชีวิต หลังเธอออกมาโพสต์เล่าประสบการณ์ว่าถูกผู้โดยสารชายชาวปากีสถานกระทำอนาจารระหว่างเดินทางกลับประเทศไทยด้วยสายการบิน flydubai
ผู้เสียหายชาวไทยระบุว่า เธอเดินทางพร้อมลูกสาววัย 4 ขวบ และระหว่างเที่ยวบินจากดูไบมายังประเทศไทยได้สังเกตพฤติกรรมของผู้โดยสารชายที่นั่งใกล้กัน หลังอีกฝ่ายนำมือมาพาดบริเวณพื้นที่นั่งของเธอ ก่อนที่เธอจะเผลอหลับระหว่างเดินทางเนื่องจากรับประทานยาช่วยปรับเวลานอน
เธอเล่าว่า ระหว่างหลับเริ่มรู้สึกเหมือนมีมือมาสัมผัสบริเวณร่างกาย และรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง แต่ในช่วงแรกยังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น กระทั่งเริ่มสังเกตพฤติกรรมของผู้โดยสารชายที่นั่งอยู่ใกล้กัน
เมื่อเครื่องบินใกล้ลงจอดประเทศไทยผู้เสียหายได้แจ้งเรื่องกับลูกเรือ โดยระบุว่าลูกเรือได้เรียกผู้โดยสารชายคนดังกล่าวมาสอบถาม ก่อนประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อหลังเครื่องลงจอด
ผู้เสียหายชาวไทยระบุว่า เจ้าหน้าที่สายการบินพบหลักฐานบางอย่างบนเสื้อผ้าของเธอ ซึ่งทำให้เธอเชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเกิดขึ้นในช่วงที่เธอไม่รู้สึกตัว ก่อนตัดสินใจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าดำเนินคดี
ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมาย
ทำไมเหตุลักษณะนี้ถึงเกิดขึ้นบนเครื่องบิน?
แม้เครื่องบินจะเป็นพื้นที่ที่มีผู้โดยสารจำนวนมากและมีลูกเรือคอยดูแลตลอดการเดินทาง แต่เหตุคุกคามทางเพศบนเที่ยวบินยังคงเกิดขึ้นในหลายประเทศ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ “ลักษณะเฉพาะของพื้นที่”
เครื่องบินเป็นพื้นที่ปิด ผู้โดยสารต้องนั่งอยู่ในตำแหน่งเดิมเป็นเวลาหลายชั่วโมง ไม่สามารถออกจากสถานที่เกิดเหตุได้ทันที อีกทั้งเที่ยวบินระยะไกลจำนวนมากมีช่วงเวลาที่ผู้โดยสารพักผ่อนหรือนอนหลับ ทำให้บางเหตุการณ์อาจเกิดขึ้นในช่วงที่คนรอบข้างไม่ทันสังเกต
นอกจากนี้ ระยะห่างระหว่างที่นั่งที่ค่อนข้างจำกัด ทำให้ผู้โดยสารต้องอยู่ใกล้ชิดกับคนแปลกหน้าเป็นเวลานานซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายด้านความปลอดภัยของสายการบินทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม เครื่องบินไม่ได้เป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย หากเกิดเหตุคุกคามหรืออาชญากรรมผู้เสียหายสามารถแจ้งลูกเรือและเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีได้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่คดีลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
หนึ่งในคดีตัวอย่างเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อปี 2019 กับชายชื่อ Siva K. Durbesula ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำการสัมผัสทางเพศโดยมิชอบต่อผู้โดยสารหญิงวัย 22 ปี ระหว่างเที่ยวบินของสายการบิน Spirit Airlines
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเที่ยวบินจากเมืองชิคาโกไปยังไมร์เทิลบีช โดยผู้เสียหายระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่ทั้งสองนั่งอยู่ติดกันบนเครื่องบิน
หลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมคณะลูกขุนสหรัฐฯ ตัดสินว่า Durbesula มีความผิดฐานกระทำอนาจารบนอากาศยาน และศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติหลังพ้นโทษ
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เหตุคุกคามทางเพศบนเครื่องบินไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงพฤติกรรมไม่เหมาะสมระหว่างเดินทางแต่สามารถกลายเป็นคดีอาญาที่มีบทลงโทษจริง
เมื่อเครื่องบินไม่ใช่พื้นที่ปลอดกฎหมาย
เหตุการณ์ที่ผู้เสียหายชาวไทยออกมาเปิดเผยทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งว่า ทำไมบางคนถึงกล้าก่อเหตุในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยผู้คน
คำตอบอาจไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องสถานที่ แต่อยู่ที่ความคิดของผู้ก่อเหตุที่เชื่อว่าช่วงเวลาสั้น ๆ หรือพื้นที่ปิดอาจช่วยให้ตัวเองหลบหนีความรับผิดได้
แต่ข้อเท็จจริงคือ บนเครื่องบินก็ยังมีกฎหมาย สิทธิในร่างกายของผู้โดยสารยังคงได้รับการคุ้มครอง และผู้กระทำผิดสามารถถูกดำเนินคดีได้เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นดิน
เพราะไม่ว่าจะอยู่บนท้องฟ้าหรือบนพื้นโลกพื้นที่ส่วนตัวของทุกคนยังคงต้องได้รับการเคารพ




