หากถามว่าเป้าหมายสู่กรุงเทพฯ เมืองสีเขียวใกล้ถึงจุดหมายปลายทางหรือยัง ภาสุร์ นิมมล นักพัฒนาเมืองและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ จากบริษัท Mor and Farmer และเครือข่าย Map Map เผยว่าการตั้งคำถามกับ “พื้นที่สีเขียว” ในกรุงเทพมหานคร อาจจะไม่ใช่แค่ดูจาก “ตารางเมตรต่อคน” แต่ต้องพิจารณา “การเข้าถึงอย่างมีคุณภาพและการออกแบบเมือง”
พื้นที่สีเขียว ≠ พื้นที่สาธารณะ
ภาสุร์ ชี้ว่า “พื้นที่สีเขียว” ในนิยามขององค์การอนามัยโลก (WHO) มักถูกอ้างอิงว่า เมืองควรมีพื้นที่สีเขียวขั้นต่ำประมาณ 10 ตารางเมตรต่อประชากร 1 คน และอาจมากถึง 10-15 ตารางเมตรต่อคน
แต่คำว่า “พื้นที่สีเขียว” นั้นไม่ได้หมายถึงเพียงสวนสาธารณะอย่างเดียว แต่รวมถึงพื้นที่สีเขียวทั้งหมดของเมืองด้วย
เวลาพูดถึงตัวเลขพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ ที่ปัจจุบันอยู่ราว 8 ตารางเมตรต่อคน ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่ได้ตรงกับนิยามของ WHO เพราะในการเก็บข้อมูลของ กทม. อาจมีการนับรวมพื้นที่สีเขียวประเภทอื่นๆ ที่ประชาชนเข้าไปใช้งานไม่ได้ เช่น พื้นที่ร่มไม้ หรือพื้นที่สีเขียวในเขตเอกชนบางประเภท
เขาเล่าว่า จากที่ทีมเคยร่วมกับ GISTDA ทดลองใช้ AI วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อเก็บข้อมูล “พื้นที่ร่มไม้” ของกรุงเทพฯ ก็พบว่า หากนับรวมพื้นที่ร่มไม้ทั้งหมด กรุงเทพฯ จะมีพื้นที่สีเขียวมากถึงประมาณ 45 ตร.ม.ต่อคน แต่ตัวเลขนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน เพราะไม่ได้แยกว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่เอกชน
ภาสุร์ เผยว่าที่ผ่านมาเคยทำงานร่วมกับสำนักงานเขตของ กทม. เพื่อรีเซ็ตฐานข้อมูลพื้นที่สาธารณะสีเขียวใหม่ โดยนิยามว่า ต้องเป็นทั้งพื้นที่สีเขียวและพื้นที่สาธารณะในเวลาเดียวกัน กล่าวคือคนทั่วไปต้องเข้าไปใช้งานได้จริง
ดังนั้น เมื่อคำนวณด้วยนิยามนี้ ตัวเลขพื้นที่สีเขียวของกรุงเทพฯ อาจเหลือเพียงประมาณ 3 ตร.ม.ต่อคนเท่านั้น!!
“หลายบทความมีการพูดถึงการอธิบายข้อมูลลักษณะนี้คล้ายๆ กัน คือว่าตัวเลขจริงๆ อาจยังน้อย…น้อยมาก ถ้าเอาตามนิยามว่าพื้นที่สีเขียวที่สาธารณะเข้าไปใช้ประโยชน์ได้”
— ภาสุร์ ระบุ
นักพัฒนาเมืองและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่จากเครือข่าย Map Map ยังกล่าวว่า การพัฒนาเมืองสีเขียวในปัจจุบัน หลายประเทศไม่ได้ใช้เพียงตัวเลข “ตารางเมตรต่อคน” เป็นเป้าหมายหลักอีกต่อไป แต่ใช้ควบคู่กับหลายด้าน ทั้งการเข้าถึง การกระจายตัว คุณภาพ และความเชื่อมโยงของพื้นที่ ซึ่งหนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่หลายเมืองใช้ คือแนวคิดที่ประชาชนควรสามารถเดินถึงสวนหรือพื้นที่สาธารณะได้ ภายใน 10-15 นาที
เขามองว่าแม้กรุงเทพฯ จะยังมีพื้นที่สีเขียวต่อคนน้อย แต่บางพื้นที่ของเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ชั้นใน กลับมีศักยภาพด้านการเข้าถึงค่อนข้างดี และนี่อาจเป็นอีกตัวชี้วัดที่สำคัญไม่แพ้กัน

โอกาสเพิ่มพื้นที่สีเขียว กทม. ต้องไม่จำกัดแค่ “สวนขนาดใหญ่”
เมื่อถามว่ากรุงเทพฯ ยังมีโอกาสเพิ่มพื้นที่สีเขียวได้อีกหรือไม่ ภาสุร์แสดงความเห็นว่า หากยังมองเพียงการสร้างสวนขนาดใหญ่ เมืองอาจใกล้อิ่มตัวแล้ว เพราะข้อจำกัดด้านที่ดินและมูลค่าที่ดินในเมืองสูงมาก แต่ถ้าปรับวิธีคิดใหม่ โอกาสยังมีอีกมาก เช่น พื้นที่ใต้ทางด่วน พื้นที่ริมคลอง ดาดฟ้าอาคาร พื้นที่ว่างใต้โครงสร้างเมือง หรือสวนขนาดเล็กแบบ Pocket Park ที่สามารถกระจายตัวอยู่ตามชุมชน รวมถึงการออกแบบพื้นที่สีเขียวให้เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่าย มากกว่าจะเป็นสวนเดี่ยว ๆ
เมื่อหลายปีก่อน ทีมของเขาเคยทดลองนำข้อมูลสวนสาธารณะของ กทม. ตั้งแต่ปี 2552-2563 มาวิเคราะห์แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของพื้นที่สีเขียว และลองจำลองภาพไปในอนาคต ผลที่ได้คือหากยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยอัตราเดิม และใช้ฐานพื้นที่จริงประมาณ 3 ตร.ม.ต่อคน กทม. อาจต้องใช้เวลาเกือบพันปีกว่าจะถึงเป้า 10 ตารางเมตรต่อคน
มาตรการภาษีชวนเอกชนเพิ่มพื้นที่สีเขียวของ กทม.ยังไม่จูงใจ
ภาสุร์เสนอว่า กทม. ต้องเปิดให้ภาคเอกชนและภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น แต่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัด โดยเฉพาะมาตรการจูงใจภาคเอกชน เช่น แนวทางให้เอกชนยกที่ดินเพื่อทำสวนสาธารณะ ซึ่งมีเงื่อนไขว่า “ต้องเปิดใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 7 ปี” แลกกับการลดหย่อนภาษีที่ดิน ทำให้หลายฝ่ายรู้สึกว่ายังไม่ยืดหยุ่นพอ เพราะเอกชนหลายแห่งอาจอยากให้ใช้ที่ดินระยะสั้นกว่านั้น แต่ระบบยังไม่เปิดให้มีโมเดลที่หลากหลาย และนอกจากเรื่องภาษี หรือสิทธิประโยชน์ ยังมีเรื่องระบบบริหารจัดการ งบฯ ดูแล และการเปิดให้ภาคประชาชนหรือภาคธุรกิจเข้ามาร่วมดูแลพื้นที่ได้ด้วย
ภาสุร์ ยกตัวอย่างโมเดลจากเมืองต่างประเทศ เช่น เมืองซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ ที่เปิดให้ภาคประชาชน เอกชน และระบบระดมทุน เข้ามาช่วยดูแลพื้นที่สีเขียวร่วมกับภาครัฐ แม้รัฐจะยังมีข้อจำกัด แต่ปัจจุบันภาคเอกชนจำนวนมากเริ่มพัฒนาพื้นที่สีเขียวในโครงการของตนเองแล้ว ทั้งห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน หรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดให้คนภายนอกเข้าใช้ได้
เขาชี้ว่าหนึ่งในโจทย์สำคัญของ กทม. คือการจัดทำฐานข้อมูลพื้นที่สีเขียวใหม่ ที่สะท้อนสถานการณ์จริงมากที่สุด และเชื่อมข้อมูลกับภาคเอกชนด้วย และ “พื้นที่สีเขียว” ไม่ควรเป็นแค่ปลายทาง หรือพื้นที่พักผ่อนออกกำลังกายเท่านั้น แต่ต้อง “เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน” ด้วย
ตัวอย่างโครงการ Park Connector Network (PCN) ของสิงคโปร์ ที่เชื่อมสวน พื้นที่สาธารณะและพื้นที่เอกชนเข้าด้วยกัน จนคนสามารถเดินผ่านเมืองโดยใช้เส้นทางสีเขียวได้จริง รวมถึงการมีร่มไม้ตลอดเส้นทางเดิน ซึ่งสำคัญมากในเมืองร้อนอย่างกรุงเทพฯ เพราะ “บางทีคนไม่ได้ไม่ใช้สวน เพราะไม่มีสวน แต่ไม่ใช้เพราะมันร้อน”
เมื่อถูกถามแนวคิด “City in a garden” แบบสิงคโปร์ พอจะเป็นไปได้ไหมสำหรับกรุงเทพฯ ภาสุร์ตอบว่า กรุงเทพฯ อาจไม่สามารถใช้โมเดลเดียวกันได้ เพราะบริบทต่างกันมาก แต่สิ่งที่สำคัญคือวิสัยทัศน์ระยะยาว สิงคโปร์ไม่ได้เปลี่ยนเมืองภายในไม่กี่ปี แต่เริ่มวางแผนมาตั้งแต่กว่า 50–60 ปีก่อน พร้อมปรับโครงสร้างพื้นฐานของเมืองอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ท้าทายของกรุงเทพฯ คือไม่สามารถทำได้ด้วยหน่วยงานเดียว เพราะการเปลี่ยนเมืองเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งผังเมือง คมนาคม สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด การเดินหน้าสู่เป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวสามารถทำได้หลายรูปแบบที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

ดึงเอกชนมีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่สีเขียว
ด้าน พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ที่ผ่านมา กทม.พยายามดึงเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างพื้นที่สีเขียว แบบ POPS : Privately owned public space พื้นที่สาธารณะที่ครอบครองโดยเอกชน โดยจะเห็นว่าในโครงการใหม่ๆ ใหญ่ๆ ของเอกชนจะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามาใช้งานได้ ทั้งเปิดพื้นที่ดาดฟ้า หรือพื้นที่ด้านหน้า ที่พยายามจะทำให้นโยบายนี้มีความเข้มข้นมากขึ้น
ส่วนข้อเสนอที่ดูจะยังไม่จูงใจภาคเอกชนอย่างเงื่อนไขการใช้พื้นที่ 7 ปี เพื่อแลกกับการมีงบประมาณไปสนับสนุนนั้น พรพรหม ระบุว่า เรื่องนี้คุยกันมาตั้งแต่ปีแรก เรื่องของความสมเหตุสมผล เพราะหากระยะเวลาสั้นกว่านี้ ก็จะไม่คุ้มค่ากับการใช้งบประมาณไปปรับปรุงพื้นที่ของเอกชน แต่ก็ต้องมองในเชิงยุทธศาสตร์พื้นที่ควบคู่กันไปด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นอีกก้าวต่อไปที่สำคัญของกรุงเทพมหานครกับการเดินหน้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อให้เข้าไปสู่เป้าหมายตามกรอบมาตรฐานของ WHO โดยดึงความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อทำให้ “พื้นที่สีเขียว” ของเมืองหลวงแห่งนี้เพิ่มขึ้นบนโจทย์ของการที่ประชาชนคนทั่วไปจะสามารถเข้าไปใช้งานได้จริง
แหล่งที่มา: ข้อมูลจากการรวบรวมและจัดทำโดย The Active (ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ ไทยพีบีเอส)




