ถอดรหัส ‘มลพิษสิ่งแวดล้อมไทย’ วิกฤตเดิมที่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ของไทย

16 มิ.ย. 2569 - 14:45

  • PM2.5 ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพ แต่กระทบเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิต

  • ขยะล้นเมืองยังเป็นโจทย์ใหญ่ ระบบจัดการไทยมีช่องว่างทั้งงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และการคัดแยกต้นทาง

  • TEI ชี้ Circular Economy และการมีส่วนร่วมของชุมชน คือกุญแจสำคัญสู่การแก้ปัญหามลพิษระยะยาว

ถอดรหัส ‘มลพิษสิ่งแวดล้อมไทย’ วิกฤตเดิมที่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ของไทย

แม้ประเทศไทยจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหามลพิษยังคงเป็นความท้าทายขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ในโอกาสครบรอบ 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดงานสัมมนาวิชาการภายใต้หัวข้อ “สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” พร้อมเปิดเวทีเสวนา “มลพิษสิ่งแวดล้อม: ปัญหาเดิม จะก้าวข้ามอย่างไร” เพื่อสะท้อนภาพความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศกำลังเผชิญ และร่วมกันค้นหาทางออกก่อนที่ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็น “ต้นทุนชีวิต” ที่ทุกคนต้องแบกรับ

เมื่อปัญหาเดิมกำลังกลายเป็นวิกฤตที่ซับซ้อนกว่าเดิม

เวทีเสวนาครั้งนี้ชูประเด็นสำคัญ 2 ด้านหลัก ได้แก่ โอกาสและการปรับตัวของภาคการผลิตและบริการ และโอกาสและการปรับตัวของภาคชุมชนและภาคเกษตรกรรม

ในมิติแรก ผู้ร่วมเสวนามองว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยจำเป็นต้องยกระดับศักยภาพการผลิตให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งเปลี่ยน “ของเสีย” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การจัดการของเสียอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมและลดมลพิษจากแหล่งกำเนิด การยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต ตลอดจนการปรับตัวของภาคการท่องเที่ยวไทยให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างยืดหยุ่นและยั่งยืน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ขณะที่ประเด็นที่สองเน้นบทบาทของภาคชุมชนและภาคเกษตรกรรม ซึ่งถือเป็นฐานรากสำคัญของการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะปัญหาขยะ น้ำเสียชุมชน และฝุ่น PM2.5 ที่ยังคงเป็นโจทย์เร่งด่วนในหลายพื้นที่

เวทีเสวนาเสนอให้เสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายชุมชนให้มีบทบาทเชิงรุกมากขึ้น ทั้งในด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนของเหลือจากภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรให้เป็นทรัพยากรที่สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่แก่ชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาระบบจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ

sustainability-decoding-thailand-environmental-pollution-new-risk-for-the-future-4.jpg

PM2.5 ปัญหาที่กระทบไกลกว่ามิติสุขภาพ

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงมากที่สุด คือปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร และเมืองขนาดใหญ่

แม้ภาครัฐจะมีมาตรการควบคุมการเผา การจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล และระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า การแก้ปัญหาในระยะยาวจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน

เทคโนโลยีและข้อมูลดาวเทียมถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างแม่นยำ ขณะเดียวกันจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรลดการเผาในพื้นที่เกษตรอย่างเป็นรูปธรรม

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่า PM2.5 ไม่อาจถูกมองเป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือสาธารณสุขอีกต่อไป เพราะผลกระทบได้ขยายวงสู่ภาคเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างชัดเจน

sustainability-decoding-thailand-environmental-pollution-new-risk-for-the-future-2.jpg

ขยะล้นเมือง ความท้าทายที่ไทยยังแก้ไม่ตก

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงคือปัญหาขยะมูลฝอย ซึ่งยังเป็นภาระสำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

แม้หลายพื้นที่จะเริ่มดำเนินมาตรการคัดแยกขยะและส่งเสริมการรีไซเคิล แต่ระบบจัดการขยะของไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งงบประมาณ โครงสร้างพื้นฐาน และพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีสถานที่กำจัดขยะที่ได้มาตรฐานรองรับปริมาณขยะได้ไม่เพียงพอ ขณะที่ปริมาณขยะยังคงเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเมืองและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้การคัดแยกขยะต้นทางยังไม่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จำนวนมากต้องถูกกำจัดไปพร้อมกับขยะทั่วไป

Circular Economy ทางรอดของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

ผู้ร่วมเสวนามองตรงกันว่า หากประเทศไทยยังคงแก้ปัญหามลพิษแบบแยกส่วน วิกฤตสิ่งแวดล้อมจะไม่มีวันคลี่คลาย ทางออกสำคัญจึงอยู่ที่การผลักดันแนวคิด Circular Economy หรือแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังในทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงการรีไซเคิล แต่ครอบคลุมถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต และระบบจัดการหลังการใช้งาน เพื่อเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การเสริมพลังให้ภาคชุมชนและภาคเกษตรกรรมมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาน้ำเสีย ขยะ และฝุ่น PM2.5 จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างการพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การจัดเวทีเสวนาครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหามลพิษในยุคปัจจุบันไม่อาจอาศัยการทำงานของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดมลพิษ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างประเทศที่สามารถเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตอย่างยั่งยืน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์