ประเทศไทยอาจกำลังเข้าสู่ช่วง “ฝนสวิงกลับ” อีกระลอกในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม หลังแบบจำลองพยากรณ์อากาศทั้งจากศูนย์พยากรณ์อากาศยุโรป (ECMWF) และแบบจำลอง WRFDA ของกรมอุตุนิยมวิทยา ส่งสัญญาณตรงกันว่า ระหว่างวันที่ 21-31 กรกฎาคม 2569 ฝนจะกลับมาเพิ่มขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศ
นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน ระบุผ่านเฟซบุ๊ก Somkuan Tonjan ว่าปัจจัยหลักที่ต้องจับตาคือ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้น แนวร่องมรสุมกลับมาพาดผ่านตอนบนของประเทศไทย และเริ่มมีการก่อตัวของหย่อมความกดอากาศต่ำทั้งในทะเลอันดามันและทะเลจีนใต้ ทั้งสามปัจจัยจะทำให้หลายพื้นที่มีฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใกล้ร่องมรสุมและด้านรับมรสุม ซึ่งอาจเกิดฝนตกหนักเป็นช่วงๆ สลับกับช่วงฝนเบา
วันนี้ยังฝนกระจุกตัวเหนือ-อีสานตอนบน
สำหรับวันที่ 20 กรกฎาคม ภาพรวมฝนยังตกกระจายเพิ่มขึ้นบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ขณะที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบนยังมีฝนน้อยและกระจายไม่สม่ำเสมอ ส่วนภาคใต้ตอนล่างยังมีฝนฟ้าคะนองและคลื่นลมทะเลปานกลาง ชาวเรือและชาวประมงควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ช่วง 21-31 ก.ค. ต้องเฝ้าระวังฝนหนัก
แบบจำลอง ECMWF ประเมินว่า ช่วงดังกล่าวฝนจะเริ่มกระจายตัวดีขึ้นทั่วประเทศ และมีโอกาสเกิดฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและพื้นที่ลุ่มต่ำใกล้ทางน้ำ ซึ่งเสี่ยงต่อ น้ำป่าไหลหลาก น้ำหลากฉับพลัน และน้ำท่วมขังระยะสั้น
ขณะที่แบบจำลอง WRFDA ของกรมอุตุนิยมวิทยา แม้จะประเมินว่าปริมาณฝนส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่ก็ยืนยันว่าพื้นที่ด้านรับมรสุมและใกล้แนวร่องมรสุมยังมีความเสี่ยงฝนหนักที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ฝนระลอกนี้สำคัญต่อ “น้ำต้นทุน”
ในอีกด้านหนึ่ง นักอุตุนิยมวิทยามองว่า ฝนปลายเดือนกรกฎาคมอาจเป็น จังหวะสำคัญในการเติมน้ำต้นทุน หลังหลายพื้นที่มีฝนทิ้งช่วงในช่วงก่อนหน้า โดยน้ำฝนที่ตกต่อเนื่องจะช่วยเพิ่มน้ำไหลเข้าเขื่อน อ่างเก็บน้ำ แก้มลิง และแหล่งน้ำชุมชน ซึ่งมีความสำคัญต่อภาคเกษตรและการสำรองน้ำสำหรับช่วงปลายปี
นี่จึงเป็นสถานการณ์ที่มีทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” อยู่พร้อมกัน หากฝนตกในปริมาณเหมาะสมจะช่วยฟื้นระดับน้ำในระบบชลประทาน แต่หากตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่เดิม ก็อาจสร้างผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรได้ทันที
ยังไม่มีสัญญาณพายุเข้าไทย
นายสมควรย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อนใกล้ประเทศไทย แม้อาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำเกิดขึ้นในทะเลจีนใต้หรืออ่าวตังเกี๋ย ซึ่งยังต้องติดตามต่อไป ส่วนพายุที่อาจก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก ยังไม่มีแนวโน้มเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยในระยะนี้
อย่างไรก็ตาม ระบบอากาศยังมีลักษณะ “สวิงไปมา” หรือเปลี่ยนแปลงได้เร็ว ข้อมูลพยากรณ์จึงอาจปรับเปลี่ยนตามการประมวลผลใหม่ของแบบจำลองอากาศ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลันในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมนี้
ทั้งนี้ ฝนที่กลับมาไม่ใช่แค่เรื่องอากาศ แต่เป็นบททดสอบ “การบริหารน้ำแบบยืดหยุ่น” ของไทย หากกักเก็บน้ำได้ทันจะช่วยลดความเสี่ยงภัยแล้งในช่วงปลายปีและต้นปีหน้า แต่หากระบบระบายน้ำและพื้นที่รับน้ำไม่พร้อม ฝนระลอกเดียวกันอาจกลายเป็นภัยพิบัติในเมืองและพื้นที่เกษตร
สำหรับเหตุการณ์ฝนเหวี่ยงขึ้นลงสะท้อนแนวโน้ม สภาพอากาศสุดขั้ว (Climate Extremes) ที่เกิดถี่ขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย





