‘ก๊อต’ อธิป อนันทวรรณ สามีของ ‘บุ๋ม’ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี อดีตนางสาวไทยและพิธีกรนักแสดงดังโทรเข้ารายการโหนกระแส ยอมรับว่าเป็นผู้ดูแลการก่อสร้างมูลนิธิองค์กรทำดีย่านคลอง 8 จ.ปทุมธานี และอ้างว่า ได้แจ้งภรรยาทุกครั้งว่าเงินที่เบิกไปใช้กับมูลนิธิ ไม่ใช่โครงการพูลวิลล่าที่ จ.ภูเก็ต เขาให้เหตุผลว่าบุ๋มมีภารกิจลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนมาก จึงมอบหมายให้เขาดูแลงานก่อสร้างแทน
แต่เมื่อถูกถามถึงจำนวนเงินรวม เส้นทางเงิน และส่วนต่างจากผู้รับเหมา เขาตอบว่า “ขออภัยที่ให้ข้อมูลไม่ได้ เพราะอาจกระทบผู้อื่น” และบอกว่า บุ๋มไม่เคยถามว่า ทำไมยอดสูง
ก่อนหน้านั้น รายการเมื่อ 30 ต.ค.ยังได้สัมภาษณ์ผู้รับเหมาการก่อสร้างที่คลอง 8 ซึ่งระบุว่า ก๊อตเป็นผู้ทำสัญญา โดยอ้างว่า ‘บุ๋ม’ ติดภารกิจ แต่ระบุว่าสลิปโอนเงินเป็นชื่อปนัดดา นี่คือจุดที่ทำให้คำถามเรื่อง "ใครรู้อะไร" มีความสำคัญ เพราะบัญชีผู้โอนกับผู้ทำสัญญาเป็นคนละคนกัน
ก่อนหน้านี้มีคำชี้แจงของ อภิชาต หรือ “ช่างเอ๋” ผู้รับเหมาว่าเงินที่ได้รับมีทั้งส่วนก่อสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต และอีกส่วนที่ได้รับแจ้งให้โอนกลับไปยัง ‘ก๊อต’ โดยผู้รับเหมาปฏิเสธการสมรู้ร่วมคิดและปฏิเสธเรื่องเงินทอน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นคำชี้แจงของฝ่ายผู้รับเหมา ซึ่งยังต้องตรวจสอบร่วมกับหลักฐานอื่นๆต่อไป ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระบุว่า ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบการเงินและการบริหารจัดการ โดยต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สถานะการตรวจสอบจึงต้องแยกจากข้อสรุปว่าบุคคลใดกระทำความผิด
เทียบเคียงกับ Romance Scam
หลักของ Romance Scam คือ คนร้ายสร้างความสัมพันธ์ทางอารมณ์ แล้วขอเงินโดยอาศัยเรื่องเล่าต่างๆ ตำรวจอังกฤษอธิบายว่าคนร้ายมักใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์ที่ดูจริงใจก่อนหาประโยชน์ทางการเงิน และมักอ้างเหตุฉุกเฉินทางอารมณ์ เช่น ค่ารักษา ปัญหาครอบครัว
Federal Bureau of Investigation (FBI) หรือ สำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ทำหน้าที่สืบสวนอาชญากรรมที่อยู่ในอำนาจรัฐบาลกลาง เช่น การฉ้อโกง อาชญากรรมไซเบอร์ และการก่อการร้าย ได้อธิบาย Romance scam ว่าเป็นการใช้ตัวตนออนไลน์ปลอมสร้างความรักหรือความไว้วางใจ ก่อนใช้ภาพความสัมพันธ์นั้นควบคุม แสวงหาประโยชน์ หรือเอาทรัพย์จากผู้เสียหาย ผู้ก่อเหตุอาจเร่งสร้างความสนิทสนม วางแผนอนาคตร่วมกัน แล้วจึงขอเงิน
กรณี ‘บุ๋ม–ก๊อต’ ถือเป็นความสัมพันธ์คู่สมรสที่มีตัวตนจริง จึงมีความแตกต่างสำคัญจากรูปแบบที่ FBI อธิบาย นอกจากนี้ FBI ยังระบุด้วยว่า ความอับอายและลักษณะส่วนตัวของเหตุการณ์ อาจทำให้ผู้เสียหายแจ้งเรื่องความหรือเปืดเผยเรื่องได้ยาก
จุดที่คล้ายกัน (ในเชิงโครงสร้างของข้อกล่าวอ้าง)
· เงินถูกขอภายใต้ "เหตุผลที่ฟังขึ้น" (ในที่นี้คือสร้างมูลนิธิองค์กรทำดี) โดยอาศัยความเชื่อใจ
· เหยื่อ (หรือผู้โอน) ไม่ได้ตรวจสอบปลายทางเงินเอง
· ความไว้ใจที่เป็นส่วนตัวมาก่อนการตรวจสอบ
จุดที่ต่างกันอย่างชัดเจน
· Romance Scam ส่วนใหญ่เกิดกับคนแปลกหน้าออนไลน์ ซึ่งมักมีข้ออ้างหลบวิดีโอคอลหรือการพบตัว กรณีนี้เป็นสามีภรรยา
· ไม่มีหลักฐานในข้อมูลที่ตรวจสอบได้ว่าเข้าองค์ประกอบ Romance Scam ในทางกฎหมาย การจัดว่าเป็นฉ้อโกง ยักยอก หรือความผิดอื่นเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและศาล
· เงินส่วนหนึ่งเกี่ยวกับเงินบริจาคของมูลนิธิ ทำให้มีมิติเรื่องความรับผิดชอบต่อผู้บริจาคเพิ่มเข้ามา ซึ่ง Romance Scam ทั่วไปไม่มี
ภาพรวมสถานการณ์ Romance Scam
· ไทย: มีรายงานระบุว่าช่วงปี 2565-2567 มีการแจ้งความคดีโรมานซ์สแกมสะสมราว 4,500-5,000 คดี แม้จำนวนคดีน้อยกว่าการหลอกซื้อของออนไลน์ แต่ความเสียหายต่อรายสูง
· สหรัฐฯ: FBI รายงานว่าปี 2567 มีผู้ร้องเรียนราว 18,000 ราย สูญเสียรวม 672 ล้านดอลลาร์
· อังกฤษ: ปี 2568 มีรายงาน 10,784 เรื่อง เพิ่มขึ้น 29% และผู้เสียหายเฉลี่ยสูญเสียราว 9,500 ปอนด์
· แนวโน้ม AI: ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าภาพสังเคราะห์ เสียงโคลน และดีปเฟกวิดีโอคอลทำให้การหลอกลวงรุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อเกี่ยวข้องกับเงินบริจาค ผู้เกี่ยวข้องต้องตอบมากกว่าเรื่องของคู่สมรสเพราะเงินส่วนที่ถูกตั้งคำถามล้วนมาจากบัญชีรับบริจาค การตรวจสอบของทุกฝ่ายจึงจำเป็นต้องอธิบายทั้งต้นทาง อำนาจอนุมัติ และการใช้เงินจริง ความสัมพันธ์ในครอบครัวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของรายการเบิกจ่ายได้




