วิกฤตงบโรงพยาบาลรัฐ? ถอดรหัสตัวเลขบัตรทอง ทำไม รพ.รัฐแบกคนไข้ 87% แต่ได้เงินน้อยกว่า

4 ส.ค. 2569 - 15:57

  • รพ.สังกัด สธ.ดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 87% ของประเทศ ได้รับงบเฉลี่ย 2,618 บาทต่อคน ขณะที่หน่วยบริการอื่นเฉลี่ยกว่า 10,000 บาท

  • ต้นทุนค่ายา เวชภัณฑ์ และค่าจ้างบุคลากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่งบกิจกรรมเฉพาะโรคเพิ่มเร็วกว่างบรักษาพื้นฐาน

  • นักวิชาการชี้ การเปรียบเทียบรายหัวต้องดูโครงสร้างการจ่ายทั้งหมด ไม่ใช่ตัวเลขรายหัวเพียงอย่างเดียว

วิกฤตงบโรงพยาบาลรัฐ? ถอดรหัสตัวเลขบัตรทอง ทำไม รพ.รัฐแบกคนไข้ 87% แต่ได้เงินน้อยกว่า

โรงพยาบาลรัฐกำลังแบกภาระหนักกว่าที่ตัวเลขงบประมาณสะท้อนประเด็นการจัดสรรงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ว่าโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลผู้ใช้สิทธิบัตรทองถึง 41.13 ล้านคน หรือราว 87% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด กลับได้รับงบประมาณเฉลี่ยเพียง 2,618 บาทต่อคนต่อปี 

ขณะที่หน่วยบริการอื่น เช่น โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งดูแลประชากรเพียง 13% กลับได้รับงบเฉลี่ยสูงถึง 10,063 บาทต่อคน หรือมากกว่าราว 4 เท่า

นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าปัญหานี้ทำให้รายรับของโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งต่ำกว่ารายจ่าย เพราะต้นทุนยา เวชภัณฑ์ ค่าจ้างบุคลากรที่ไม่ได้บรรจุ และค่าดำเนินงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การจัดสรรงบยังไม่สะท้อนภาระงานจริง

โดยปีงบประมาณ 2568 โรงพยาบาลสังกัด สธ. มีรายรับนอกงบประมาณรวม 246,916 ล้านบาท ในจำนวนนี้มาจากกองทุนบัตรทองเพียง 43.6% ที่เหลือมาจากกองทุนสวัสดิการข้าราชการ (17.5%) และกองทุนประกันสังคม (6.6%) เป็นหลัก

“งบรายหัว” ไม่ใช่เงินก้อนเดียวที่โรงพยาบาลได้รับทั้งหมด

ประเด็นที่หลายคนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนคือ งบเหมาจ่ายรายหัว (Capitation) ไม่ใช่เงินทั้งหมดที่โรงพยาบาลได้รับจาก สปสช. ระบบบัตรทองจ่ายเงินหลายช่องทาง ทั้งงบเหมาจ่ายรายหัวสำหรับบริการทั่วไป งบชดเชยผู้ป่วยใน (DRG) งบโรคค่าใช้จ่ายสูง งบบริการเฉพาะโรค เช่น ไตวาย ฟอกไต HIV วัคซีน มะเร็ง และงบสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ตัวเลข 2,618 บาทต่อคน จึงเป็นค่าเฉลี่ยหลังผ่านกลไกจัดสรรหลายส่วนแล้ว ไม่ใช่งบรวมทั้งระบบ

ในภาพรวมทั้งกองทุน สปสช.ได้รับงบปี 2568 ทั้งสิ้น 168,296 ล้านบาท สำหรับประชากรสิทธิบัตรทอง 47.15 ล้านคน คิดเป็นรายหัวเฉลี่ย 3,856 บาทต่อคน แบ่งเป็นเงินให้ รพ.สังกัด สธ. 107,731 ล้านบาท (64% ของงบทั้งหมด) และเงินให้หน่วยบริการอื่น 60,584 ล้านบาท (36%)

ทำไม รพ.เอกชนและ รพ.มหาวิทยาลัยได้งบเฉลี่ยสูงกว่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสุขภาพ อธิบายว่า การเทียบตัวเลขรายหัวเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เข้าใจผิด เพราะภารกิจของหน่วยบริการแต่ละประเภทต่างกัน รพ.เอกชนบางแห่งรับเฉพาะบริการเฉพาะทาง รพ.มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์รับส่งต่อโรคซับซ้อน หลายแห่งได้งบชดเชยโรคราคาแพงโดยตรง ขณะที่ รพ.รัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชน ต้องรับผู้ป่วยทุกกลุ่มตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งโรคทั่วไป อุบัติเหตุ ผู้ป่วยยากจน และงานสาธารณสุขเชิงรุก

งบ “กิจกรรมมุ่งเน้น” โตเร็วกว่างบรักษาพื้นฐานเกือบ 3 เท่า

กระทรวงสาธารณสุข ตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน งบเหมาจ่ายบริการพื้นฐานเพิ่มขึ้นเพียง 26% ขณะที่งบนอกเหมาจ่ายรายหัวสำหรับ “กิจกรรมมุ่งเน้น” เช่น กองทุนผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยไตวาย และคลินิกนวัตกรรม ซึ่งปี 2568 ได้รับจัดสรรถึง 54,545 ล้านบาท กลับเพิ่มขึ้นถึง 71% 

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข จึงเสนอให้ทบทวนสัดส่วนดังกล่าว เพื่อให้หน่วยบริการที่รับภาระผู้ป่วยส่วนใหญ่มีงบเพียงพอ

บริบทงบประมาณบัตรทองทั้งระบบ เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ขึ้น งบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในระดับประเทศเติบโตต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ai-Info-งบกองทุนบัตรทอง.jpg

หมายเหตุ: ตัวเลขรายหัวเหล่านี้เป็น “อัตราเหมาจ่ายรายหัวมาตรฐาน” ของทั้งระบบ ซึ่งต่างจากตัวเลข 2,618 บาท ที่เป็นยอดเฉลี่ยเฉพาะส่วนที่ตกถึง รพ.สังกัด สธ. หลังหักค่าใช้จ่ายส่วนกลางและกระจายไปยังหน่วยบริการอื่นแล้ว

โรงพยาบาลรัฐกำลังเผชิญวิกฤตการเงินหลายปีติดต่อกัน 

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบว่า โรงพยาบาลจำนวนมากมีสภาพคล่องต่ำ หลายแห่งมีเงินสดสำรองไม่ถึง 3 เดือน ต้นทุนค่ายาและเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้นหลังโควิด-19 ค่าแรงบุคลากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บุคลากรจำนวนมากยังเป็นลูกจ้างชั่วคราว ต้องใช้งบรายได้โรงพยาบาลจ้างเอง

ขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน หัวใจ มะเร็ง และไตวาย เพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ต้นทุนการรักษาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไทยใช้งบสุขภาพเท่าไรเทียบกับโลก

ข้อมูลจากธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลก (WHO Global Health Expenditure Database) ระบุว่า สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยต่อ GDP อยู่ในช่วงประมาณ 4-5% ขึ้นอยู่กับนิยามที่ใช้วัด (ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพปัจจุบัน หรือค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด) 

โดยข้อมูลล่าสุดที่มีการเผยแพร่ระบุตัวเลขราว 5.16% ของ GDP ในปี 2564 ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ราว 7.2% แม้ตัวเลขจะต่ำกว่าหลายประเทศพัฒนาแล้ว แต่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยยังครอบคลุมประชาชนกว่า 99% ซึ่งเป็นตัวอย่างที่มักถูกยกให้เป็นความสำเร็จของประเทศรายได้ปานกลาง

ข้อกล่าวหา “งบผู้ป่วยถูกนำไปจัดอีเวนต์” จริงหรือไม่?

หลังกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตัวเลข 2,618 บาทแพร่กระจาย มีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับงบบัตรทองส่วนหนึ่งกว่า 60,000 ล้านบาท และมีการกล่าวหาว่านำงบรักษาพยาบาลไปใช้จัดกิจกรรม/อีเวนต์ 

ล่าสุดวันนี้ ( 4 สิงหาคม 2569) รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง งบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีหลักเกณฑ์เบิกจ่ายชัดเจน ไม่สามารถนำไปใช้วัตถุประสงค์อื่นได้ โดยเงิน 60,000 ล้านบาทที่ถูกตั้งคำถาม ไม่ได้หายไป แต่กระจายไปยังหน่วยบริการหลายประเภท ทั้งโรงเรียนแพทย์ รพ.สังกัดหน่วยงานอื่น รพ.เอกชน กองทุนสุขภาพระดับพื้นที่ และ อปท.

“หากมีการจัดกิจกรรมของโรงพยาบาลจริง จะมาจาก “เงินบำรุงโรงพยาบาล” ตามระเบียบ ไม่ใช่งบรักษาพยาบาลจากกองทุนบัตรทอง”

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสั่งการให้คณะอนุกรรมการด้านการเงินการคลังของ สปสช. จัดทำข้อมูลเชิงลึกภายใน 7 วัน เพื่อความโปร่งใส รัฐบาลระบุว่าพร้อมเปิดให้ทุกหน่วยงานที่มีอำนาจเข้าตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้หมายถึงการลดสิทธิของประชาชน แต่เป็นการเรียกร้องให้ทบทวน “สูตรการจัดสรรงบประมาณ” ให้สอดคล้องกับภาระงานจริงของโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งเป็นหน่วยบริการหลักของประเทศ

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อาจจะต้องชี้แจงเหตุผลของโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณ รวมถึงหลักเกณฑ์ที่ใช้สนับสนุนหน่วยบริการแต่ละประเภท เพื่อสร้างความเข้าใจและหาทางออกร่วมกัน

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “โรงพยาบาลรัฐได้เงินน้อยกว่าเอกชน” แต่เป็นคำถามสำคัญว่า ประเทศไทยจะออกแบบระบบจัดสรรงบประมาณอย่างไร ให้รองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงรักษาคุณภาพบริการและความยั่งยืนของระบบบัตรทองในระยะยาว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์