อุตุฯ เตือนอากาศแปรปรวน 9-13 ต.ค. เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก-ลมแรง-ลูกเห็บตก

7 ต.ค. 2569 - 14:23

  • กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฉบับที่ 1 เตือนภาคเหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก-ใต้

  • เตรียมรับมืออากาศแปรปรวนในช่วงวันที่ 9-13 ต.ค.นี้

  • จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก มีลมแรงและลูกเห็บตก

อุตุฯ เตือนอากาศแปรปรวน 9-13 ต.ค. เตรียมรับมือฝนตกหนักถึงหนักมาก-ลมแรง-ลูกเห็บตก

กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 1 (7 ต.ค.2569) เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ในช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม 2569 บริเวณประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีลักษณะของฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ซึ่งจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆ

The-Meteorological-Department-warns-of-heavy-rain-from-October9-13-SPACEBAR-Photo01.jpg

วันที่ 9 ต.ค.2569 บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคใต้

วันที่ 10 ต.ค.2569 บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้

วันที่ 11 ต.ค.2569 ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้

วันที่ 12 ต.ค.2569 ภาคกลางตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล และภาคใต้

วันที่ 13 ต.ค.69 ภาคใต้

เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝน บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้และอ่าวไทย

ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในบริเวณฝนฟ้าคะนอง จะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรตรวจสอบเส้นทางและเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมขอให้ติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

The-Meteorological-Department-warns-of-heavy-rain-from-October9-13-SPACEBAR-Photo03.jpg

เขื่อนเจ้าพระยาลดการระบายน้ำ จาก 2,500 เป็น 2,400 ลบ.ม./วินาที

กรมชลประทานแจ้งปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ทยอยจาก 2,500 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,400ลบ.ม./วินาที โดย วิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า วันนี้ (7 ต.ค.) เวลา 06.00 น. ปริมาณน้ำไหลผ่านสถานี C.2 จ.นครสวรรค์ อยู่ที่ 1,915 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้ม​ลดลง​และแม่น้ำสะแกกรังที่สถานี Ct.19 จ.อุทัยธานี 52 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลง​เช่นกัน​ ขณะที่ระดับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ +16.38 เมตร รทก.

กรมชลประทานเริ่มทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่เวลา 08.00 น. จาก 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลงชั่วโมงละประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จนเหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในเวลา 13.00 น. และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง พร้อมปรับลดการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวาให้เหมาะสม เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อน และติดตามปริมาณน้ำเหนือกับสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด

สำหรับพื้นที่ตอนบนของลุ่มเจ้าพระยา กรมชลประทานยังใช้ทุ่งบางระกำช่วยหน่วงน้ำในลุ่มน้ำยม เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง และบริหารปริมาณน้ำในระบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ส่วนเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก เมื่อเวลา 07.00 น. วันนี้ มีปริมาณน้ำในอ่าง 215.59 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 96 ของความจุอ่าง ระดับน้ำอยู่ที่ 108.63 เมตร รทก. ขณะที่ระดับน้ำในแม่น้ำนครนายกบริเวณสะพานเขานางบวชยังต่ำกว่าตลิ่ง 2.90 เมตร

โดยตั้งแต่เวลา 08.00 น. กรมชลประทานปรับลดการระบายน้ำผ่านทางระบายน้ำล้น (Spillway) โดยกดบานระบายจากเดิมยกไว้ 25 เซนติเมตร หรือร้อยละ 4 ของระยะยกบาน เหลือ 20 เซนติเมตร หรือร้อยละ 3 เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมบริหารพื้นที่ในอ่างเพื่อรองรับฝนที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 10–14 ต.ค.2569

ขณะเดียวกัน เร่งระบายน้ำในพื้นที่ จ.ปทุมธานี โดยเฉพาะเทศบาลนครรังสิต เพิ่มเครื่อง Hydro Flow บริเวณสถานีสูบน้ำจุฬาลงกรณ์ 3 เครื่อง และประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำกึ่งถาวรปากคลองรังสิต 2 เครื่อง เพื่อเร่งลดระดับน้ำในคลองรังสิตประยูรศักดิ์และระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมเร่งช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมใน จ.นนทบุรี และเคลื่อนย้ายเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่เข้าเสริมในจุดที่ยังมีความเสี่ยง

นอกจากนั้น ยังเร่งระบายน้ำในภาคตะวันออก จากแม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำนครนายกลงสู่แม่น้ำบางปะกง พร้อมสนับสนุนเครื่องผลักดันน้ำ 28 เครื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเล

อธิบดีกรมชลฯ ระบุด้วยว่า ปัจจุบันกรมชลประทานระดมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุก และเครื่องจักรต่าง ๆ รวมประมาณ 786 หน่วย สนับสนุนพื้นที่ประสบภัยและพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ พร้อมเตรียมความพร้อมในภาคใต้ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

The-Meteorological-Department-warns-of-heavy-rain-from-October9-13-SPACEBAR-Photo02.jpg

เขื่อนภูมิพล-เขื่อนสิริกิติ์ รับน้ำเหนือได้ทั้งหมด

กรมชลประทาน ยืนยันเขื่อนภูมิพล-เขื่อนสิริกิติ์ รับน้ำเหนือได้ทั้งหมด ส่วนเขื่อนเจ้าพระยาสถานการณ์เริ่มดีขึ้น

ธวัชชัย ไตรวารี ผู้อำนวยการส่วนประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ถึงสถานการณ์บริหารจัดการน้ำ ว่า จากฝนที่ตกในพื้นที่ตอนบน เช่นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.น่าน เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ สามารถรองรับน้ำไว้ได้ทั้งหมด จึงไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง ส่วนการระบายน้ำท้ายเขื่อน ก็มีการระบายให้น้อยที่สุด เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้อุปโภคบริโภคและการเกษตรของประชาชน

โดยในส่วนเขื่อนเจ้าพระยา สถานี C2 ที่จังหวัดนครสวรรค์ ปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,915 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลดลงมาจากวันที่ 6 ต.ค. แนวโน้มสถานการณ์จึงดีขึ้น โดยเราได้บริหารจัดการโดยการทำสมดุลนํ้าจากด้านเหนือ

นอกจากนี้ ได้ลดการระบายของทางตอนล่างเขื่อน จาก 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีการลดปริมาณน้ำที่ออกทางแม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีน และคลองชัยนาท-ป่าสัก ดังนั้น แนวโน้มสถานการณ์น้ำในพื้นที่เริ่มดีขึ้น การลดการระบายน้ำจะทำให้พื้นที่ท้ายน้ำลดลง 10-15 เซนติเมตร

ในส่วนภาคตะวันตก ฝั่งลุ่มน้ำแม่กลอง กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่าจะมีฝนเยอะ จึงได้มีการเตรียมความพร้อมในการพร่องนํ้า หน้าเขื่อนแม่กลอง เพื่อรองรับน้ำฝนในส่วนนี้ แต่เนื่องจากคืนวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา มีฝนตกหนัก ทำให้มีน้ำล้นตลิ่งที่อำเภอไทรโยคในบางจุด

ส่วนน้ำที่ผ่านเขื่อนแม่กลอง วันนี้ได้เพิ่มการระบายเป็น 1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่ท้ายน้ำ เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร มีนํ้าเพิ่มขึ้นจากเมื่อวาน 40-50 เซนติเมตร แต่คาดว่าปริมาณน้ำที่จะมาเติม จะไม่ส่งผลกระทบเหมือนช่วงที่ผ่านมา เพราะปริมาณฝนมีน้อยกว่า

ในส่วนภาคใต้ ได้ควบคุมการระบายน้ำของเขื่อนแก่งกระจาน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายนํ้า ปริมาณน้ำหน้าเขื่อนเพชร ซึ่งมีศักยภาพรองรับนํ้าได้ 320 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะนี้มีประมาณ อยู่ที่ 160 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถือว่าอยู่ในระดับครึ่งหนึ่ง

โดยจะมีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเพชร ไปทางตัวเมืองจังหวัดเพชรบุรี 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเราสามารถรองรับได้ 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงทำให้ยังไม่มีผลกระทบ

“พื้นที่ที่ยังต้องเฝ้าระวังคือภาคตะวันออก ในส่วนพื้นที่ตอนบนฝั่งแม่น้ำบางปะกง เป็นที่ที่น้ำจากแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรีมารวมกัน ซึ่งในส่วนแม่นํ้านครนายกตอนบน สถานการณ์เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ในพื้นที่ตอนล่างยังทรงตัวเล็กน้อย เพราะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำทะเลและน้ำจากปราจีนบุรี” ธวัชชัย กล่าว

ส่วนลำน้ำปราจีนบุรี ตั้งแต่จังหวัดสระแก้ว สถานการณ์น้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังกระทบตัวเมือง ซึ่งถึงแม้น้ำมีแนวโน้มลดลง แต่จะลดอย่างช้า ๆ ซึ่งน้ำที่ระบายอาจกระทบกับพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่ อ.บางน้ำเปรี้ยว บางคล้า พนมสารคาม และอำเภอเมือง จะทำให้ระดับน้ำทรงตัวถึงสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากขณะนี้มีน้ำทะเลหนุน แต่เมื่อน้ำทะเลถึงช่วงขาลง สถานการณ์จะดีขึ้น

The-Meteorological-Department-warns-of-heavy-rain-from-October9-13-SPACEBAR-Photo04.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์