จากดราม่าเต้ย จรินทร์พร สู่เส้นแบ่งระหว่างวิจารณ์ เหยียด และคุกคาม

17 ก.ย. 2569 - 14:56

  • ความรู้สึกว่าไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นใครอาจทำให้บางคนกล้าพูดแรงกว่าที่ทำในชีวิตจริง

  • บรรยากาศของพื้นที่ก็มีส่วน หากคอมเมนต์ส่วนใหญ่ใช้คำรุนแรง คนที่เข้ามาทีหลังอาจรู้สึกว่า ‘ตรงนี้พูดแบบนี้ได้’

  • การวิจารณ์ยังมุ่งไปที่สิ่งที่ใครทำ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นการเหยียด ดูถูก หรือลดคุณค่าตัวตน เส้นของการแสดงความคิดเห็นก็เริ่มเปลี่ยนไป

จากดราม่าเต้ย จรินทร์พร สู่เส้นแบ่งระหว่างวิจารณ์ เหยียด และคุกคาม

หลัง เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ว่ากลับมาเป็นโสดอีกครั้งหลังยุติความสัมพันธ์กับแฟนชาวต่างชาติ ข่าวดังกล่าวได้รับทั้งข้อความให้กำลังใจและความคิดเห็นจำนวนมาก แต่ในเวลาเดียวกันก็มีบางข้อความที่ไปไกลกว่าการวิจารณ์ ทั้งการดูหมิ่น เหยียดหยาม และคุกคาม จนเจ้าตัวตัดสินใจออกมาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมคนที่ไม่เคยรู้จักกันเลยถึงสามารถพูดกับอีกคนบนโลกออนไลน์ได้แรงกว่าที่พูดต่อหน้ากันในชีวิตจริง

งานวิจัยจำนวนหนึ่งพยายามอธิบายว่า เมื่อเราอยู่หลังหน้าจอ โดยเฉพาะเมื่อใช้ชื่อที่ไม่ใช่ชื่อจริง รูปอวตาร หรือบัญชีที่ไม่ได้บอกว่าเราเป็นใคร ความรู้สึกว่า ‘ไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นใคร’ อาจทำให้บางคนลดความระมัดระวังในการพูดและกล้าใช้คำที่แรงกว่าปกติ งานวิเคราะห์วิจัยหลายชิ้นในปี 2026 ซึ่งรวมผู้เข้าร่วมกว่า 57,000 คนพบว่า ความรู้สึกว่าไม่ต้องเปิดเผยตัวตนมีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมก้าวร้าวบนโลกออนไลน์

แต่ไม่ได้หมายความว่า คนใช้แอคหลุมหรือรูปอวตารทุกคนจะชอบคุกคามคนอื่น เพราะงานวิจัยอีกส่วนพบว่า บรรยากาศของพื้นที่ก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเปิดโพสต์หนึ่งแล้วเห็นคนจำนวนมากกำลังด่าหรือใช้คำรุนแรง คนที่เข้ามาทีหลังอาจเริ่มรู้สึกว่า ‘ตรงนี้พูดแบบนี้กันได้’ และไหลไปกับบรรยากาศนั้นแม้จะเปิดเผยชื่อและตัวตนจริงก็ตาม

อีกส่วนหนึ่งคือ เราไม่เห็นผลของคำพูดทันที ในชีวิตจริง หากพูดแรงกับใครต่อหน้าเราจะเห็นสีหน้า น้ำเสียง หรือความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่บนโซเชียลคนที่ถูกพูดถึงอาจเหลือเพียงชื่อหรือรูปบนหน้าจอ ทำให้บางครั้งเราลืมไปว่าคนในข่าวก็เป็นคนจริงๆ ที่สามารถอ่านข้อความเหล่านั้นได้ งานวิจัยพบว่าคนที่นึกถึงความรู้สึกของผู้อื่นมากกว่ามีแนวโน้มเข้าไปคุกคามคนอื่นทางออนไลน์น้อยกว่า

ตรงนี้จึงเป็นเส้นสำคัญระหว่าง ‘วิจารณ์’ กับ ‘คุกคาม’ การบอกว่า ‘เราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ’ หรือ ‘ไม่ชอบการตัดสินใจแบบนี้’ ยังเป็นการพูดถึงเรื่องหรือการกระทำ แต่เมื่อคำพูดเปลี่ยนเป็นการเหยียดเพศ ดูถูกตัวตน ล้อรูปร่าง ใช้เรื่องชีวิตรักมาลดคุณค่า หรือข่มขู่ให้กลัว สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เป็นเพียงการบอกว่า ‘ฉันไม่เห็นด้วย’ อีกต่อไป

สิ่งนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เต้ยออกมาพูดหลังเกิดเหตุการณ์ว่า เธอเข้าใจว่าบุคคลสาธารณะย่อมมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ และพร้อมรับคำติที่เป็นประโยชน์ แต่ความคิดเห็นที่รุกล้ำ ดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือคุกคามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่เธอเลือกจะไม่เพิกเฉยอีกต่อไป ขณะที่ต้นสังกัดก็ระบุว่าจะพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายหากพบข้อความที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิหรือสร้างความเสียหาย

เพราะทุกคนมีสิทธิไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย หรือตั้งคำถามกับคนที่อยู่ในข่าว แต่ก่อนกดส่งอาจลองถามตัวเองง่ายๆ ว่า ถ้าคนคนนี้ยืนอยู่ตรงหน้าเรายังจะเลือกพูดประโยคเดียวกันหรือไม่ เพราะหลังชื่อบัญชี รูปอวตาร และหน้าจออีกฝั่งหนึ่งยังมีคนจริงๆ กำลังอ่านข้อความนั้นอยู่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์