“ผู้ประกอบการตรัง” ขานรับปลดล็อกกฎหมายสุราชุมชน ชี้เพิ่มโอกาสเปิดตลาดขยาย-ต่อยอดภูมิปัญญา หนุนเศรษฐกิจฐานรากเติบโต

3 ก.ค. 2569 - 08:00

  • ผู้ประกอบการสุราชุมชนจังหวัดตรัง ชี้การขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเปิดกว้างทางกฎหมาย ช่วยเพิ่มช่องทางตลาดให้สินค้าชุมชน กระตุ้นการใช้จ่าย สร้างรายได้ให้เกษตรกรและแรงงานในท้องถิ่น

  • พร้อมต่อยอดภูมิปัญญาพื้นบ้าน สู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่ได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

  • เผยส่งออก “สาโท เหล้าบ๊วย วอดก้า” ตลาดกำลังโตโกอินเตอร์ ไปจำหน่ายประเทศลาว และเวียดนาม ห้างเทสโก้โลตัสเปิดกว้างให้จำหน่ายสินค้าจากชุมชน

“ผู้ประกอบการตรัง” ขานรับปลดล็อกกฎหมายสุราชุมชน ชี้เพิ่มโอกาสเปิดตลาดขยาย-ต่อยอดภูมิปัญญา หนุนเศรษฐกิจฐานรากเติบโต

การปลดล็อกกฎหมายสุราชุมชนกำลังสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วประเทศ โดยเฉพาะการเปิดทางให้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่เครื่องดื่มรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน ขณะเดียวกันยังช่วยขยายตลาด เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างการจ้างงานในชุมชนตลอดห่วงโซ่การผลิต ผู้ประกอบการเชื่อว่า หากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านมาตรฐานการผลิต การตลาด และการส่งออก จะช่วยยกระดับสุราชุมชนไทยจากสินค้าพื้นบ้านสู่สินค้าคุณภาพที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ พร้อมเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

Trang-entrepreneurs-welcome-the-lifting-of-regulations-on-community-liquo-SPACEBAR-Photo08.jpg

ประสิทธิ์ สำนักเหยา ผู้ประกอบการสุราชุมชน “ยอดข้าวสุราทิพย์” กล่าวว่า การปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสุราชุมชนเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น

ในส่วนของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ส่งผลดีต่อยอดขายของผู้ผลิตสุราชุมชน โดยเฉพาะสินค้าที่วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด เนื่องจากประชาชนมีเวลาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น ขณะที่ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายผ่านสถานบันเทิงได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะยังคงอยู่ในกรอบเวลาการให้บริการตามปกติ

“อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการ และมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจโดยรวม”

Trang-entrepreneurs-welcome-the-lifting-of-regulations-on-community-liquo-SPACEBAR-Photo01.jpg
Trang-entrepreneurs-welcome-the-lifting-of-regulations-on-community-liquo-SPACEBAR-Photo02.jpg

ประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า การปลดล็อกกฎหมายสุราชุมชนในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งได้รับการยอมรับจากตลาดสมัยใหม่มากขึ้นเช่นกัน จากเดิมที่มีเพียงสุราขาวแบบดั้งเดิม ปัจจุบันได้มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อาทิ สาโท และเครื่องดื่มหมักที่พัฒนาเป็นรสชาติต่างๆ เช่น ลิ้นจี่ เลมอน และบ๊วย เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าในชุมชน

“นอกจากนี้ การผ่อนคลายข้อจำกัดด้านกฎหมายยังส่งผลดีต่อภาคเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งร้านค้าปลีก ร้านอาหาร ผับ บาร์ และภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คุ้นเคยกับระบบการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ”

“ขณะเดียวกัน ภายหลังการเปิดทางให้ผู้ผลิตสุราชุมชนสามารถผลิตสุรากลั่นประเภทเหล้าสีได้ หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตรัง ได้เข้ามาให้คำแนะนำด้านกฎหมายและมาตรฐานการผลิต เพื่อเตรียมความพร้อมให้โรงงานสามารถยกระดับจากโรงงานขนาดเล็กไปสู่โรงงานขนาดย่อมหรือขนาดกลางในอนาคต”

Trang-entrepreneurs-welcome-the-lifting-of-regulations-on-community-liquo-SPACEBAR-Photo03.jpg
Trang-entrepreneurs-welcome-the-lifting-of-regulations-on-community-liquo-SPACEBAR-Photo04.jpg
Trang-entrepreneurs-welcome-the-lifting-of-regulations-on-community-liquo-SPACEBAR-Photo05.jpg

ประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมสุราชุมชนไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะผู้ประกอบการเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างตลาดรองรับผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกวัตถุดิบ และก่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นตลอดห่วงโซ่การผลิต

“ที่ผ่านมาโรงงานยอดข้าวสุราทิพย์ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐในการนำผลิตภัณฑ์เข้าร่วมจัดแสดงในงาน THAIFEX ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติที่สำคัญของเอเชีย ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์”สาโท”ที่สามารถขยายตลาดไปยังสปป.ลาว และเตรียมส่งออกไปยังประเทศเวียดนาม สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นควบคู่กับการสนับสนุนด้านกฎหมายและมาตรฐานการผลิต สามารถยกระดับสุราชุมชนไทยสู่ตลาดสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม”

ประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวของผู้ผลิตสุรากลั่นชุมชนหรือคราฟท์เบียร์ในแต่ละพื้นที่จะใช้วัตถุดิบเด่นในท้องที่นั้นมาเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ว่าจะเป็นสับปะรด ข้าว น้ำตาลอ้อย น้ำตาลโตนด และผลไม้ในท้องถิ่นนั้นๆ ซึ่งเมื่อช่วงกลางปีกระแสสุรากลั่นชุมชน เป็นที่พูดถึงกันในวงกว้างทำให้ยอดขายดีขึ้น เป็นที่รู้จักมากในวงกว้างขึ้น และได้รับความเชื่อถือมากขึ้น โดยช่วงก่อนหน้านี้ สุรากลั่นชุมชนจะถูกมองว่าเป็นเหล้าเถื่อน ทั้งที่ความเป็นจริงหมายถึงสุรากลั่นที่ผลิตจากชุมชน

“ซึ่งคำว่าสุราเถื่อนในอดีตนั้น คือสุราที่ลักลอบผลิต ผลิตแบบไม่ได้มาตรฐานไม่มีใบอนุญาตการผลิต แต่สุรากลั่นชุมชนนั้นก็เหมือนสุรากลั่นแบบโรงงานยักษ์ใหญ่ มีการรับรองจากสรรพสามิตร มีใบอนุญาตถูกต้อง ผ่านการตรวจคุณภาพ และจ่ายภาษีถูกต้อง ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งสุราชุมชนสามารถนำไปรังสรรได้หลายแบบ เช่น สุราแช่ ค็อกเทลได้หลากหลายเทียบเท่ากับสุราต่างประเทศ”

ข้อมูลวิสาหกิจชุมชน จังหวัดตรังมีผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตผลิตสุรา (สุราแช่และสุรากลั่น/สุราขาว) อย่างถูกต้องรวมประมาณ 18 ราย โดยมีผู้ผลิตที่โดดเด่น มีชื่อเสียงในพื้นที่รวม 4 ราย ประกอบด้วย

1.ยอดข้าวสุราทิพย์ (บริษัท ยอดข้าวสุราทิพย์ จำกัด) ตั้งอยู่ที่ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด ผลิตสุราจากน้ำตาลโตนด ข้าวหอมมะลิ และน้ำตาลอ้อย เป็นหนึ่งในสุรากลั่นชุมชนที่ได้ยกระดับคุณภาพ นำไปจัดแสดงในงานระดับประเทศ

2.วิสาหกิจชุมชนอำไพ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านโพธิ์ มีทั้งโรงผลิตสุราแช่และสุรากลั่น โดยนำสุราขาวไปผสมทำสุราแช่สมุนไพร

3.ทับเที่ยง สปิริตส์ ตั้งอยู่ในอำเภอเมือง จ.ตรัง โรงผลิตสุรากลั่นขนาดเล็กที่ใช้วัตถุดิบหลักจากมะพร้าวแท้ 100% 

4.วิสาหกิจชุมชนสุรากลั่นมังกรทอง ตั้งอยู่ที่ตำบลแหลมสอม อำเภอปะเหลียน

Trang-entrepreneurs-welcome-the-lifting-of-regulations-on-community-liquo-SPACEBAR-Photo06.jpg
Trang-entrepreneurs-welcome-the-lifting-of-regulations-on-community-liquo-SPACEBAR-Photo07.jpg
Trang-entrepreneurs-welcome-the-lifting-of-regulations-on-community-liquo-SPACEBAR-Photo09.jpg
Trang-entrepreneurs-welcome-the-lifting-of-regulations-on-community-liquo-SPACEBAR-Photo10.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์